Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

Archive for June 2010

เมื่อคุณ “เติม” คุณก็ “โต”

with 9 comments

ตลอดชีวิตการทำงานของผม ผมสังเกตุเห็นคนทำงานหลายๆคน ที่ทำงานโดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าคน หรือเจ้าของกิจการ ผมจะเจอคนและองค์กรอยู่ 2 ประเภท
  1. คนและองค์กรที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานแบบประจำวันไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรใหม่
    พอใจในรูปแบบงานปัจจุบัน ไม่มีการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไม่มีแนวทางหรือความคิดว่า จะมีแนวทางในการปรับปรุงทำให้งานที่เราทำอยู่ดีและเร็วขึ้น หรือองค์กรเราจะเติบโตไปได้อย่างไร แบบก้าวกระโดด  ง่ายๆ คือไม่มีเป้าหมายในระยะสั้นหรือระยะยาว (Shot and Long Term Goal)  เช่น อีก 3-5 ปีข้างหน้าองค์เราจะเป็นอย่างไร? และเราจะปรับปรุงานปัจจุบันให้ดีขึ้นอย่างไร? ส่วนใหญ่จะเป็น “คนและองค์กรที่ไม่ค่อยเปิดหูเปิดตา เรียนรู้อะไรใหม่ๆ” ไปเรื่อยๆ พอมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาก็ “กลัวที่จะเปลี่ยนแปลง คิดว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ยาก ไม่สามารถเป็นไปได้” เราจึงไม่ค่อยคนและองค์ประเภทนี้เติบโตเท่าไร
  2. คนและองค์กรที่เรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นคนที่เปิดโลก
    พยายามหาอะไรใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงตัวเองหรือองค์กร สร้างแนวทางการเติบโต และมีการวางเป้าหมายอย่างชัดเจน ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว เช่นมองไปข้างหน้าว่า 3-5 ปี ว่าเราจะเป็นอย่างไร และแผนนั้น มีแนวทางการดำเนินการอย่างชัดเจน และมีโอกาสเป็นไปได้” ซึ่งเรามักจะเห็นคนและองค์กรประเภทนี้ เติบโตไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว “กล้า ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ”
กลับมาถามตัวเองว่า คุณเป็นคนและองค์กรประเภทไหน? เราอยากจะทำให้ทีมหรือองค์กรของเราอยากเติบโตไปข้างไหม แต่เรากลับไม่เคยกล้าทำอะไรใหม่ หรือ มองถึงการเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้อะไรใหม่ๆเลย!


มา “เติม” และ “เติบโต” กันดีกว่า

หากอยากเปลี่ยนแปลง เป็นคนและองค์กรที่เติบโตไปข้างหน้า ผมมีเทคนิคและประสบการณ์ส่วนตัวที่ใช้แล้วได้ผลมาแนะนำ

  1. “เติมความรู้” เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และหาวิธีการ “นำมาใช้กับตัวเองและองค์กร” ไปดูงานบริษัทหรือทีมงานอื่นๆ ที่เค้าเติบโต และมีอะไรใหม่ๆ การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ มักสร้างให้เรามีมุมมองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ จงอย่าปฏิเสธการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
  2. “เติมโอกาส” เปิดโลก รู้จักคนให้มากขึ้น และโอกาส ก็จะมากขึ้นเช่นกัน อย่ามั่วแต่อยู่ใน office ที่บริษัท โอกาสมักไม่วิ่งเข้ามาหาเรา เราเองสิ ต้องวิ่งออกไปหามัน มีงานอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรา หรือธุรกิจของเรา ควรจะออกไปร่วมและหาโอกาสไปบ้าง
  3. “เติมเต็มแผนการ” การวางแผนการ ว่าชีวิตคุณ หรือองค์กรคุณจะเป็นอย่างไรในระยะสั้นระยะยาว ที่มีแนวทางการดำเนินการอย่างชัดเจน และติดตามแผนการว่าเราดำเนินการไปเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
  4. “เติมเต็มสิ่งที่ขาดไป” การเรียนรู้ความผิดพลาด ยอมรับและนำมาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไป คือปัจจัยของความสำเร็จอย่างยั่งยืน และจะทำให้เกิดการพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว (นี้คือแนวทางของ Kai Zen)
  5. “เติมเต็มให้ผู้อื่น” เมื่อคุณได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จงอย่างเก็บไว้คนเดียว การแบ่งปันให้ผู้อื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวคุณ จะทำให้ตัวคุณเองยิ่งได้กลับมามากขึ้น ลองอ่าน “ยิ่งคุณให้คนอื่นมากเท่าไร เรายิ่งได้รับกลับมามากเท่านั้น” แล้วคุณจะเข้าใจมากขึ้น
ผมว่าแค่ “เติม 5 อย่างนี้ให้กับตัวคุณ หรือ องค์กรของคุณ ผมเชื่อว่า จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงให้กับคุณและองค์กรคุณได้ไม่อยาก” ผมทำมาแล้ว และทำอยู่ในทุกๆ วัน ครับ ได้เวลามองย้อนกลับไปมองตัวคุณหรือองค์กรคุณแล้วละครับ..!


ปล. ขอบคุณอา เจ็กเล็กผม ที่สอน-สร้างโอกาสและการเรียนรู้ให้ผมอยู่เสมอ


Written by pawoot

2010/06/30 at 6:16 AM

ตาโค้งมาก…… เหมือนในการ์ตูนเลย ฮ่าๆๆๆ

leave a comment »

ทาง TARAD.com เพิ่งมีโครงการร่วมกับทาง Kbank และ TARAD.com ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบเหตุจากการชุมนุมทีผ่านมา โดย ทาง Kbank ลดค่าชำระผ่านบัตรเครดิตฟรี เหลือ 0%  หากมีคนซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ จากร้านค้าของผู้ประกอบการเหล่านี้ แต่เรื่องของเรื่อง ผมเห็นตาตัวเองในภาพข่าว “ทำไมตากรูมันโค้งได้ซะขนาดนั้นเลยวะเนี่ย”

http://www.kasikornbank.com/TH/WhatHot/Pages/Kbank_InternetFees3month.aspx

ไปอัดรายการกับเฮียมั่นคง มันส์มากๆ

leave a comment »

ผมเองมีรายการประจำของตัวเอง อยู่ในช่องเถ้าแก่ ทางเคเบิ้ลทีวี ซึ่งจะเป็นการสอนด้านการตลาดออนไลน์ และกรณีศึกษาจริงๆ ที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ มานั่งคุย นั่งเล่าใหัฟัง ซึ่งช่วงผมชื่อ innosolution ครับ

เทปนี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเทปที่ 5-6 ครับ ผมเชิญเฮียมั่นคงกับคุณเบียสจาก http://www.MunkongGadget.com ลูกค้าเก่าแกของผมมาหลายปีแล้ว ผมชอบเฮียแกมากครับ สนุกสนาน เป็นกันเอง และมีเสนห์มากๆ ในด้านการสื่อสาร และพูดคุย หากได้คุยก็จะได้รู้ว่า เฮียแกมันส์จริงๆ  หากผมบรรยายเอง อาจจะไม่เชื่อ ลองไปดูบรรยกาศที่เฮียเค้าเล่าไว้ในเว็บบอร์ดเค้าไว้ละกันครับ อ่านได้ที่

http://www.forum.munkonggadget.com/detail.php?id=32104

Read the rest of this entry »

Written by pawoot

2010/06/25 at 12:07 AM

แผนการปฏิวัติ E-Commerce ประเทศไทย

with 7 comments

หลังจากที่ตัวผมเองได้ประกาศไปว่า “จะปฏิวัติ E-Commerce ของเมืองไทย” โดยแผนการณ์คร่าวๆ ในการปฏิวัติมีแนวทางคร่าวๆ ดังนี้

  1. TARAD.com สร้างรูปแบบของ E-Commerce รูปแ บบใหม่  [Technology + Business Model]
    อ้างอิงจากโมเดลการทำ E-Commerce ของ Rakuten.com ที่ทำสำเร็จมาแล้วจากประเทศญี่ปุ่น เป็นต้นแบบให้ E-Commerce ของประเทศไทย ผมเชื่อว่าหลังจากที่ TARAD.com ได้เริ่มโมเดล E-Commerce รุปแบบใหม่ๆ จะ “กระตุ้นทำให้ผู้ที่ทำ E-Commerce ของเมืองไทย มีการเปลี่ยนแปลงตาม TARAD.com” ซึ่งหลังจากได้เริ่มโมเดลใหม่ไปประมาณ 4-5 เดือน เริ่มพบกว่า มีผู้ให้บริการ E-Commerce หลายๆ ราย เริ่มทำตามโมเดลของ TARAD.com –  ตัวอย่าง [TARAD เริ่มก่อน]  [เจ้าอื่นเริ่มดำเนินตาม]
  2. การให้ความรู้แก่ ผู้ประกอบการ ทั่วประเทศ  [Eduction + People]
    ส่วนตัวผมเองได้เดินสาย สอนเกี่ยวกับ E-Commerce และ E-Marketing ให้กับ ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา มาแล้วทั่วประเทศ และก็จะยังคงเดินหน้าสอนต่อไปเรื่อยๆ  ซึ่งผลจากการสอนมาตั้งแต่ปี 2001-2010 มีผุ้ประกอบการ และนักเรียนนักศึกษา ผ่านการสอนของผมเองประมาณ 4-5,000 คนแล้ว ซึ่งหากคิดเป็น 10% ของกลุ่มที่เรียน นำความรู้ที่ได้ นำไปใช้สร้างธุรกิจทางด้านออนไลน์ เราจะมีผู้ประกอบการ 500 รายที่เข้าสู่ตลาด E-Commerce ใหม่ของไทย 

    และนอกจากนี้ทาง TARADedu.com ได้ออกหนังสือด้าน การทำ E-Commerce และ E-business ออกมาเกือบ 30 เล่มในปี 2008-9  ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้ จะช่วยทำให้ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้ และเข้าสู่โลก E-Commerce ได้ไม่ยาก และนอกจากนี้ ผมยังมีบทความด้านนี้ อยู่ในเว็บ http://www.Pawoot.com ซึ่งสามารถอ่านได้ฟรีๆ ที่รวบรวมข้อมุลด้านการทำ E-commerce ไว้อย่างครบสมบูรณ์

  3. การกระตุ้นให้ผู้ที่สำเร็จในการทำ E-Commerce ออกมาเป็นตัวอย่างให้กับผู้ประกอบการคนอื่นๆ [Role Model]
    คนไทยเป็นคนชอบตาม ดังนั้น หากใครอะไรดีๆ เด่นๆ คนมักจะชอบตาม ดังนั้น หากเราสามารถสร้างตัวอย่างที่ดี ในการทำการค้าขายออนไลน์ ก็จะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ยังอยู่ในโลกออฟไลน์ กระโดดเข้าโลกออนไลน์ตามผู้ที่สำเร็จไปแล้ว ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของการเติบโตทาง E-Commerce เติบโตไปได้อย่างรวดเร็ว ในทุกๆ กลุ่มอุตสหกรรม
  4. ความร่วมมือของภาคองค์กรต่างๆ [Collaborative]
    การร่วมมือกันของภาคองค์กรต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือหน่วยงานอื่นๆ หากมีการวางแผนและทำงานอย่างเป็นรูป และระบบจะทำให้การเติบโตของ E-Commerce เมืองไทยเติบโตไปอย่างมีแนวทางที่ชัดเจน  โดยตอนนี้ มีการร่วมมือกันของ สมาคม E-Commerce ซึ่งร่วมมือกับภาครัฐ และหน่วยงานหลายๆ หน่วยงาน ที่จะทำให้ E-Commerce เติบโตไปอย่างมีแนวทาง 

    รวมถึงการ่วมมือกับภาครัฐในการเข้าไปดูในส่วน กฏหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุน E-Commerce ให้เติบโตไปอย่างมันคง

  5. การพัฒนาด้าน Infrastructure  and Technology
    การพัฒนาด้าน E-Commerce Infrastructure ไม่ว่าจะเป็น ระบบชำระเงิน (Payment) หรือ ระบบขนส่ง จะเป็นตัวกระตุ้นให้ E-Commerce ของไทยมีการเติบโตไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงการพัฒนาด้าน เทคโนโลยีด้าน E-Commerce โดยเฉพาะ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีทางด้านนี้
  6. …..

นีคือแผนคร่าวๆที่คิดออกโดยใช้เวลา 10 นาทีในการร่าง ณ.วันที่ 21/6/10 จดไว้ก่อนเดียวลืม  เดียวมีเวลาจะมาร่างและใส่ประเด็นเพิ่มเติม

Written by pawoot

2010/06/21 at 8:23 AM

ไปพูดที่ ignite bangkok หัวข้อ 3 เทคนิคนำ “ความสุข” มากระแทกตัว เทคนิคส่วนตัวที่ใช้แล้วได้ผล..!

with one comment

ผมได้มีโอกาสได้รับเชิญไปพูดที่งาน ignite bangkok 2010 โดยปีนี้เป็น theme ของ “พลังบวก” ซึ่งผมเองก็ได้ทำ slide ในหัวข้อ “3 เทคนิคนำ “ความสุข”  มากระแทกตัว เทคนิคส่วนตัวที่ใช้แล้วได้ผล..!” ซึ่งจะต้องพูดให้จบภายใน 20 สไลด์และ 5 นาที โดย Slide จะรันไปเองตลอด 5 นาที สำหรับผม ถือว่าเป็นครั้งแรกครับ และยากเอาการ ต้องยอมรับว่า ยังไม่สามารถสื่อสาร ในสิ่งที่อยากสื่อสารออกไปได้ครับ ไม่แน่ใจว่าคนฟัง จะเข้าใจในสิ่งที่ผมจะพยายามเสนอหรือเปล่าครับ .!  ดูตัวอย่าง Slide และ VDO ที่ผมพูดในวันงานที่ ได้ด้านล่างครับ

Written by pawoot

2010/06/17 at 8:23 AM

เสียดายไม่ช่วยอะไร.! ทำใหม่ให้ดีกว่าเดิมดีกว่า.!

with one comment

เมื่อวันก่อน ผมนั่งทำ slide นั่งทำทั้งคืนจนถึงตี 3 กว่าเป็น slide ที่ผมคิดว่าดีมากๆ แต่มาพอตอนเช้า เครื่อง Laptop ผมแฮงก์พอดี พอกลับมาเปิด File Slide ทีทำไว้อีกที ปรากฏว่า “เปิดไม่ได้ ไฟล์พัง” พยายามซ่อมไฟล์อยู่นาน สุดท้ายก็ซ่อมไม่ได้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยเป็นอย่างผมแน่ๆ

มีคนทวิตมาถามผมว่า “เสียดายไหม?” ผมตอบว่าเสียดายครับ แต่ช่างมันครับ เพราะมันเจ๊งไปแล้ว หากเราไปใคร่ควรถึงมัน มันก็ไม่กลับมาหรอกครับ.! วิธีการง่ายๆ คือ “หยุดคิดเสียดาย กับสิ่งที่มันเกิดไปแล้ว มองไปข้างหน้า และดูว่า เราจะทำมันสร้างมันกลับมาใหม่ได้ยังไงดีกว่า” และมองมุมมองที่เป็นบวกกับตัวเอง

ซึ่งผมมองกว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้ มันสอนให้ผมรู้จักและระมัดระวังมากขึ้นในการสร้างไฟล์เอกสารต่างๆ ควรจะสร้างแยก version ไว้ตั้งแต่แรกๆ เลย” และเมื่อผมทำใหม่ มันทำให้ผมสามารถทำได้รวดเร็วกว่าเดิม เพราะผมได้คิดมาก่อนแล้ว และยังสามารถช่วยทำให้ไฟล์งานนี้ ดีขึ้นกว่าเดิมได้ เพราะสามารถมีเวลาคิดเพิ่มได้มากขึ้น

หลายๆ คนมั่วแต่นั่งเสียดาย เสียอก เสียใจกับสิ่งที่มันได้เกิดไปแล้ว เราไปนั่งยึดติดกับมัน ทั้งๆ มันคือเรื่องในอดีต และมันไม่ได้ช่วยทำให้เราในปัจจุบันดีขึ้น แต่ซ้ำร้าย ยังทำให้เรากลับไปหมกมุ่นกับอดีต… “การอยู่กับปัจจุบัน คือสิ่งที่ดีที่สุดครับ” “อย่าให้อดีต หรืออนาคต ต้องมาทำให้คุณต้องคิดมาก และไม่สบายใจ มองไปข้างหน้า และทำปัจจุบันให้ดีที่สุดครับ.!”

คิดแบบนี้แล้วคุณเองก็จะสบายใจ ไม่แค่นั้นนะครับ คนรอบข้างคุณก็จะสบายใจด้วยเช่นกันครับ

Written by pawoot

2010/06/12 at 12:50 PM

ธุรกิจอีคอมเมิซไทย..ก้าวไกลแค่ไหน?

leave a comment »

ได้มีโอกาสไปออกช่อง Voice TV อีกแล้ว คราวนี้ มาพูดถึงเรื่อง “ธุรกิจอีคอมเมิซไทย..ก้าวไกลแค่ไหน?”  โดยพี่ธีรัตน์ รัตนเสวี (@teeratr) เป็นพิธีกร สัมภาษณ์ผมครับ ลองดูไฟล์ VDO กันได้ครับ ที่

http://www.voicetv.co.th/content/14983/ธุรกิจอีคอมเมิซไทยก้าวไกลแค่ไหน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์ TARAD.COM ร่วมไขข้อข้องใจ รวมทั้งแนะนำแนวทางเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ ที่ทุกคนเป็นเจ้าของกิจการได้

ประมาณ 10 ปีเท่านั้น ที่คนไทยได้สัมผัสอินเตอร์เน็ต ทำให้การติดต่อสื่อสารสะดวกมากขึ้น แต่คนไทยยังให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตน้อยมาก ทั้งๆที่สะดวก สบาย ต้นทุนต่ำผู้ก่อตั้งเวปไซต์ TARAD.COM จะมาร่วมไขข้อข้องใจ รวมทั้งแนะนำแนวทางในการเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ ที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ ในรายการ INTELLIGENCE

Content by VoiceTV

9 มิถุนายน 2553 เวลา 16:19 น.

Written by pawoot

2010/06/09 at 4:00 PM

%d bloggers like this: