Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

Archive for October 2006

31/10/06 หนึ่งวันเป็นพระ อาตมา ทำอะไร?

leave a comment »

31/10/06 หนึ่งวันเป็นพระ อาตมา ทำอะไร?

วันนี้ตื่นแต่เช้าตอนตี 5.20 เพื่อออกบิณฑบาตรเช่นเดิม เมื่อคืนนอนหลับสบายมาก อากาศเริ่มเย็นแล้ว วันนี้ตอนออกเดินบิญฑบาตร เริ่มมีอาการเจ็บเท้าแล้ว หลังจากที่เดินมาจากเมื่อวาน เช้านี้หลวงพี่พรทั้ง 2 รูปมีออกไปฉันข้างนอก ผมเลยฉันร่วมกับเจ้าอาวาสและหลวงพี่น๊อต หลังจากฉันเสร็จก็ไปทำวัตรเช้า แต่แต่งตัวไม่ค่อยเป็น หลวงพี่มานะ กุฎิข้างหลังเห็นเลยมาช่วยห่มให้ (การห่มดองเป็นการห่มค่อนข้างยากสำหรับมือใหม่) ในช่วงทำวัตรเช้ามีการนั่งสมาธิด้วย ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าได้นั่งสมาธิ หรือนั่งหลับบอกไม่ถูกเหมือนกันแหะ เสร็จจากทำวัตร 9 โมงก็ว่างแล้ว

หลังจากทำวัตรเช้าก็มาท่องบทสวดมนต์  ตอนสายๆ ที่บ้านก็ให้คนเอาอาหารมาถวาย เป็นข้าวมันไก่และข้าวหมูแดง (เมื่อคืนบ่นอยู่เลยว่าอยากฉันข้าวมันไก่ วันนี้ได้กินแล้ว) วันนี้พยายามจะท่องบทสวด จักรวาฬน้อยให้ได้ เพราะเป็นบทที่ใช้สวดหลังฉันอาหาร แต่ผมสวดบทสวด “สับพี” กับ “ยะถา” ได้แล้วตั้งแต่สมัยบวชเณรตอน ป.6 ซึ่งนับว่าเป็นบทสวดที่ต้องใช้ทุกวันและทุกมื้อ นับว่าเป็นผลดีจากการที่ได้เคยผ่านการบวชเณรตอนเด็กมา

ที่นี้พระส่วนใหญ่ “พูดเหน่อ” กัน  ตอนนี้ผ้มก็เหริ่มมชักติดเหน่อตามพระที่นี้กันแหล้วครั้บบบ (ทำเสียงเหน่อประกอบตามด้วย)

ช่วงบ่ายมีหนังดูกัน ซึ่งหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมสะท้อนมาก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของ คนไทยในปัจจุบัน ที่ยึดติดกับวัตถุมากๆ เพราะเมื่อเปรียบกับชีวิตที่นี้ตอนเป็นพระ ช่างไม่มีอะไรเลย หลังจากดูหนัง

ผมนอนกลางวันตอนบ่าย 3

ชีวิตช่วงเป็นพระตอนนี้ ช่างต่างจากตอนเป็นฆาราวาส อย่างสิ้นเชิง ไม่มีเสียงโทรศัพท์ มาคอยโทรหาตลอดทั้งวัน (ผม forward call โทรศัพท์ทั้งหมดไปที่เลขาทั้งหมด) ไม่มีประชุม ไม่มีการวางแผนงานอะไร

ตารางเวลาประจำวัน

5.20 ตื่นนอนออกบิณฑบาตร

7.30 ฉันอาหารเช้า

8.00 ทำวัตรเช้า

11.00 ฉันเพลร

16.00 กวาดลานวัด

18.00 ทำวัตรเย็น

เวลาที่เหลือก็เป็นเวลาว่าง ที่สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างที่เมื่อก่อนไม่มีเวลาทำ เช่น อ่านหนังสือ, นั่งคิดเรื่องอื่นที่ ไม่ใช่เรื่องงาน

แต่พอเป็นพระก็ทำหลายๆ สิ่งไม่ได้เช่น

  • ห้ามกินอาหารหลังเที่ยง
  • ห้ามยืนปัสสวะ
  • ห้ามร้องเพลง
  • ต้องสำรวมตลอดเวลา
  • เปลี่ยนสรรพนามตัวเองเป็น “อาตมา”
  • ห้ามส่องกระจก (แถวกุฏิจึงไม่มีกระจกเลย)
  • และอีกหลายๆ อย่าง…

หลังจากตื่นก็ออกไปกวาดลานวัด จนถึงเย็น ในระหว่างกวาด ก็เดินท่องบทสวดมนต์ไปด้วย เพราะจดบทสวดมนต์ใส่สมุดเล่มเล็กๆ พกติดตัวเอาไว้ หลังจากกวาดลานวัดเสร็จ

ผมก็เดินออกไปท่องต่อที่หลังวัด และเดินลงไปริมแม่น้ำ ที่ๆ เมื่อก่อนตอนผมเป็นเด็กๆ มักจะมาเล่นแถวนี้ประจำ แต่ตอนนี้ที่นี้ต้นไม้ ดูขึ้นหนาทึบกว่าแต่ก่อนมาก หาดทรายกรวดก็หายไป

และก็มานั่งคุยกับพระ จนถึงค่ำ และมานั่งดูทีวีต่อแล้วก็เข้านอนตอน 5 ทุ่ม ชีวิตที่ต่างจังหวัด 3 ทุ่มทุกอย่างก็เงียบสงบ หมดแล้วครับ ทุกบ้านนั่งดูทีวี กันส่วนใหญ่และก็นอนกันเร็ว แต่หากเป็นเวลานี้ที่กรุงเทพ เวลานี้ผมอาจจะยังไม่ถีงบ้านด้วยซ้ำ อาจจะกำลังนั่งอยู่ที่ ออฟฟิส หรือนั่งสังสรรค์กับเพื่อนๆ อยู่ก็ได้

Advertisements

Written by pawoot

2006/10/31 at 10:59 PM

30/10/06 เริ่มต้นบิณฑบาตร

leave a comment »

30/10/06 เริ่มต้นบิณฑบาตร

วันนี้ตื่นแต่เช้าตอนตี 5.20 เพื่อออกบิณบาตร ตอนตี 5.45 อาตมาออกบิณสายเดียวกับเจ้าอาวาส โดยเดินเข้าไปในตลาดท่าเรือ มีพระรวม 4 และเณร 1 รูป (หลวงพ่อ, พระพร 2 คน (ชื่อ และอ้วนเหมือนกัน แต่ต่างกันคือ รูปนึงใส่แว่น แต่อีกรูปไม่ใส่) พระท๊อป, ผม, เณรเปรม)

การออกบิณบาตรต้องห่มจีวรแบบคลุม

การห่มจีวรที่ผมรู้ตอนนี้มีหลายวิธี

  1. ห่มดอง – เป็นการห่มสำหรับการทำพิธีต่างฯ เช่น ทำวัตรเช้า-เย็น
  1. ห่มคลุม – เป็นการห่มสำหรับทำกิจกรรมทั่วฯไป (ห่มคลุมมี คลุมนอก – เอามืออกมาข้างนอก และคลุมใน – เอมมือไว้ค้างใน)

สายการเดินทางบิณฑบาตร

เริ่มต้นจากหน้าวัด ผ่านไปทางท่ารถ เข้าไปริมทางรถไฟ เดินเข้าตลาด ผ่านหลังโรงเจ วกออกไปทางข้างวัด (ช่วงเส้นทางนี้จะเป็นทางหินกรวด เจ็บเท้ามาก) และวนมาหน้าวัด ก่อนจะเลยไปที่หน้าบ้านของผม เพื่อให้ครอบครัวไดใส่บาตรกัน มีเด็กชื่อ ลิป มาเป็นเด็กเก็บรวบรวมอาหาร โดยมีโยมมาศคอยขับรถ 3 ล้อขับตามรับของตลอดทาง

อาหารทึ่ใส่มีความหลากหลายมาก แต่ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลกินเจ อาหารส่วนใหญ่เลยเป็นอาหารเจ วันนี้มีโยมใส่กูลิโก๊ะป๊อกกี้ ใส่บาตรด้วย ผมเก็บหมูปิ้งที่โยมถวายมาฝากลูกแมวที่วัดด้วย เป็นลูกแมวที่มีคนเอามาทิ้งที่วัด จริงๆ มีหลายตัว แต่มีหลายตัวที่ไม่รอดและตายไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้มีไอ้จิ๋ว 1 ไอ้จิ๋ว 2 ที่รอดอยู่บนศาลา

HPIM0109

เดินกลับมาถึงวัดตอนประมาณ 7 โมง ก็เริ่มมีการเอาอาหารทั้งหมด มารวมและแยกออกจากกัน แยกของคาว และของหวาน ออกจากกัน และอันไหนที่พระจะฉัน ถ้าอันไหนไม่ฉัน พวกเด็กวัดก็จะนำอาหารไปกินและแจกจ่ายกัน

หลังจากฉันข้าวเสร็จ จะเข้าห้องปรากฏว่า กุญแจห้องหายไป ผมเลยต้องปีนเข้าไปดูในห้อง แต่ก็หากุญแจไม่เจอ เลยต้องงัดห้อง

หลังจากเข้าห้องไป ก็ถึงเวลาทำวัตรเช้า เวลา 8 โมง แต่ผมไปผิดที่เลยตามไปช้าหน่อย หลังจากเสร็จแล้ว ก็แต่งตัวเข้าตลาด เพื่อไปซื้อกุญแจ และเลยตั้งใจว่าจะตัดแว่นใหม่ เพราะแว่นอันเดิมมันเฉี่ยวไปหน่อย เลยมาตัดใหม่ในตลาด และก็แวะไปซื้อหนังสือพิมพ์อ่านด้วย

กลับมาถึงวัดตอน ก็ให้ลุงยูร  มาช่วยต่อประตูให้ หลังจากนั้น โยมอาม่า ก็แวะเอาอาหารมาถวายเพร ผมเลยได้โอกาส เอาไมโครเวฟที่โยมแม่ ถวายออกมาใช้เลย เพราะโยมแม่เห็นพระจะอุ่นอาหารต้องมาคอยอุ่นด้วยเตาแก๊ซ ดูหลวงลุงเต้นท์จะชอบเอามากฯ

หลังจากฉันเสร็จก็นอนพักกลางวัน ตื่นมาอีกทีบ่าย 2 กว่า ก็เริ่มมีคนมาร่วมงาน “ติ้ว” เป็นงานของโรงเจ ที่มาจัดที่สนามบอลวัดท่าเรือ มีคนมาเป็นพันฯ คน ผมก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไป จนถึงบ่าย 4 โมงกว่า ก็ลงไปกวาดลานวัด และเก็บขยะที่สนามบอล ที่ชาวบ้านกลับไปหมดแล้ว แต่ทิ้งขยะไว้เพียบเลย พระเลยต้องมาช่วยกันเก็บขยะกันจนเย็น และก็มาสงฆ์น้ำ เพื่อจะรอทำวัดเย็น แต่ปรากฏว่าวันนี้ไม่มีใครทำวัดเลย ก็เลยมานั่งคุยกับพระรูปอื่นฯ จนค่ำ

HPIM0100

(ได้ไอเดียที่จะใช้ pocketpc เขียนไดอารี่เลย เพราะไม่อยากมาเขียนลงสมุดอีกที)

หลวงพี่ท๊อปให้หนังสือ โอวาทของหลวงพ่อวัดท่าซุงมาอ่าน หลวงพี่พร (แว่น) ให้หนังสือ นวโกวาท (กฏของสงค์) มาอ่าน มีอะไรอ่านเยอะดีหน่อย ตกหัวค่ำผมก็เริ่มหิว ก็เลยต้องอัดน้ำเต้าหู้ และนมเปรี้ยวที่ญาติโยมเอามาถวายตอนเช้า

HPIM0112

HPIM0111

HPIM0110

พอ 3-4 ทุ่มก็เริ่มแยกย้ายกัน ผมเข้ามาในห้องใช้ pocketpc นั่งจดไดอาร่ีต่อ และ ออนไลน์นิดหน่อย เจอคุณดรีมจากเนคเทคใน MSN คุยกันเรื่อง e-commerce survey กันเพราะงานต่างๆ  ช้าจาก timeframe ไปมากแล้ว คงต้องรีบกระจาย survey กันแล้ว จากนั้นก็นอนตอน 5 ทุ่มกว่า ๆ

Written by pawoot

2006/10/30 at 10:58 PM

29/10/06 ออกงานวันแรก

leave a comment »

29/10/06 ออกงานวันแรก

วันนี้วันพระ ผมตื่นมาตอน 6.30 โมง ตื่นมาอ่านหนังสือจน 7 โมงกว่า ก็ลุกไปอาบน้ำ อาบเสร็จก็พบว่าเค้าลงไปกวาดลานวัดกัน ช่วยกวาดจน 8 โมง ระฆังก็ดังแจ้งว่าได้เวลาทำวัดเช้าแล้ว แต่วันนี้เป็นวันพระ ก็เลยไม่มีการทำวัดเช้า เพราะญาติโยมมากันที่วัดเพื่อมาทำบุญกันที่วัด พระทั้งหมดก็เริ่มสวด (ผมก็อื้อๆ อึงๆ เพราะสวดไม่ค่อยได้) หลวงพี่พรขึ้นไปเทศน์ที่ธรรมาสน์ หลังจากพระที่สวดเสร็จแล้ว ส่วนพระรูปอื่นๆ ก็เริ่มฉันอาหารเช้า เสร็จก็ประมาณ 10 โมง สักพักก็มีรถมารับพระไปกิจนิมนต์ (ไปสวด) แต่วันนี้พระอยู่กันน้อยมาก (เพราะเป็นช่วงออกพรรษา พระส่วนใหญ่ออกเดินทางไปที่อื่นกัน)

ผมเลยถูกเกณฑ์ให้ไปออกงานด้วย (บวชวันแรกก็โดนออกงานทันที) โดยงานที่ไป อยู่แถวๆ หนองรี (ติดกับท่าเรือ) ผมก็ขึ้นกระบะของโยมที่มาขับมา ไปถึงก็ขึ้นไปสวด แต่ผมสวดไม่ค่อยได้ก็เลยนั่งหลับตาพนมมือ และสวดตาม เหล่าหลวงพี่ เสร็จแล้วก็ฉันเพลต่อเลย และก็กลับวัด

พอไปถึงที่วัดก็เจอทีมงาน ตลาด ดอท คอม แวะมาเยี่ยม (ตุ๋ม, ออย, แนน, วอยซ์) นักคุยกันซักพัก คุณอ้อ จาก google.com ก็ขับตามมากับเผ่า (ตราวุฒิ)  และกลุ่มเปิ้ลและปุ๊ก ชมรม SEM ก็ตามมา โดยนำสังฆทานมาถวายด้วย ผมก็สวดมนต์รับ และกรวดน้ำหลังจากถวายของแล้ว  หลังจากนั้น ก็นั่งคุยซักพัก และทั้งหมดก็ลากลับกันไป ผมก็เลยมานอนพัก ประมาณ 1ชั่วโมงและตื่นมาท่องบทสวดมนต์ และเขียนบันทึกประจำวัน ประมาณ 3-4 โมงเอ็มก็แวะมาหา พาแมวตัวที่เก็บไปเมื่อวานมาด้วย   “เจ้านำโชค” นั่งคุยกันซักพักก็กลับไป และตอนเย็นๆ ก็มีพนักงานที่บ้านเอาน้ำเต้าหู้มาถวาย และซักพัก พวก กุ้ง, มินท์, โอ๊ค และน้องอุ้ย ก็แวะเข้ามาเยี่ยม หลังจากไปตีกอลฟ์กันมาที่ บูลซับฟาย นั่งคุยกันซักพักก็กลับไป พอถึง 6 โมงกำลังจะทำวัตรเย็น พวกน้องๆ Young Webmaster Camp ก็มาถึงในสภาพสะโหล่สะเหล่ (เพิ่งไปเที่ยวน้ำตกกันมา)

ผมก็เลยให้รีบกลับไปเพราะเดียวจะทำวัตรเย็นแล้ว และให้น้องๆ เอารถไปคืนที่บ้านผม วันนั้นทำวัตรเย็นผมก็ท่องบทสวดจากหนังสือ และหลังจากนั้นก็มานั่งคุยกับพระรูปอื่นๆ จนถึง 4 ทุ่มก็แยกย้ายเข้านอน

Written by pawoot

2006/10/29 at 10:56 PM

28/10/06 วันบวช

with one comment

28/10/06 วันบวช

(เขียนวันที่ 29/10/06 ใต้ต้นไม้ข้างศาลา วัดท่าเรือ)

วันนี้ผมตื่นมาตอนเช้า 7 โมงกว่า ทานข้าวต้มเจ แต่เช้า พิธีบวชจะเริ่มตอน 8.30 เป็นการนัดรวมตัวที่ใต้ศาลาวัด แต่มีเพื่อนๆ แกงค์ 3 ช่า เข้ามาก่อน เฉื่อย, มินท์, โอ๊ค, อุ้ย (กลุ่มนี้เพิ่งแต่งงานเดือนนี้เอง) และอีกซักพักก็มีกลุ่มน้องๆ ชมรม SEM ตามมาที่บ้านก่อน ผมแต่งตัวเป็นชุดนาคออกจากบ้านมาเลย (ชุดนาคเป็นชุดห่มขาว  ขาดเข็มขัดทอง ใส่เสื้อขาวคลุม) พวกเราออกเดินทางไปที่วัด โดยใช้เวลา 2 นาทีถึง (บ้านอยู่ตรงกันข้ามกับวัด) มาถึงวัด 8.20  เจอ ฮิม มารอแล้วคนแรก

พิธีเริ่มที่ใต้ศาลา กาญจนคุณอนุสรณ์ ในวัดท่าเรือ ซักพักคนก็เริ่มทะยอยมา น้องจากที่บริษัท ตลาด ดอท คอม มากัน 30 กว่าคน, น้องๆ Young Webmaster Camp, พี่เอ๋ APEC IBIZ4, เพื่อนโรงเรียนอุดมวิทยา ที่อยู่ที่ท่าเรือ (เชษฐ์, เอ๋ วลีพร, โต, นา) และคนื่นๆ อีกเพียบ หลังจากนั้นก็ถ่ายภาพร่วมกันกับครอบครัว และเพื่อนแต่ละกลุ่ม

พอถึงเวลา 9 โมงก็ได้เวลา เริ่มเดินขบวรแห่นาค เดินวนรอบโบสถ์ 3 รอบ โดยนาค(ผม) จะเป็นคนเดินรั้งท้ายของขบวร เมื่อครบ 3 รอบแล้ว ก็ต้องมาขอขมา สิ่งศักดิ์สิทธ์ ก่อนเข้าไปในโบสถ์ และก็ต้องทำการโยนเหรียญ ให้แก่ผู้ร่วมงานทุกคน ก่อนที่จะเดินเข้าโบสถ์จะต้องเดินข้ามธรณีประตูโบสถ์ ซึ่งผู้ที่อยู่หน้าประตูจะต้องช่วยกันพานาคข้ามมา และก็เดินไปทำพิธีที่หน้าพระประธาน โดยมีคณะพระอุปัชฌาย์ รออยู่แล้ว พระอุปัชฌาย์ของผมคือ เจ้าอาวาส (พระใบฏีกาวิชยง ถาวโร) ในเวลานี้น่าตื่นเต้นมากๆ เพราะทุกสายตาจะจับจ้องอยู่ที่ผมทั้งหมด ซึ่งสัมผัสได้เลย ถึงแม้ว่าผมจะนั่งหันหลังให้กลับกลุ่มญาติโยมที่มา ช่วงแรกพระอุปัชฌาย์ ก็จะกล่าวให้ความรู้ และจะให้เราไปแต่งตัวเป็นพระ (มีพระพี่เลี้ยงคอยช่วย) และกลับเข้ามาทำพิธีต่อ ฉายาที่ผมได้คือ “ภาวุโธ”
และก็เริ่มเข้าสู่พิธีการที่จะต้องเข้าสู่การเป็นพระ และต้องท่องบทสวด ซึ่งเทื่อถึงเวลานั้น ปรากฏว่า บทสวดทุกอย่างที่ท่องมา ผมลืมหมดเลย จำอะไรไม่ได้ซักอย่าง มันกดดันมากๆ เพราะทุกคนจ้องเราหมด พระผู้ช่วยอุปัชฌาย์ (หลวงลุงเต้นท์ และหลวงพี่ต้อม) ก็เลยต้องให้เราท่องบทสวดดังๆ เพราะเค้าจะคอยบอกบทสวดอีกทีนึง โดยให้เราท่องตาม (ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เกร็งมากๆ) กว่าจะจบพิธีก็เหนื่อยเอาการ เพราะการทำพิธี เราต้องคุกเข่าอยู่เป็นเวลานาน จนเท้าชา แทบเดินไม่ได้ ตอนลุก

หลังจากจบพิธี เป็นช่วงที่โล่งมากๆ สิ่งที่เตรียมมาหลายเดือน เวลาที่ผมตั้งใจรอมาแสนนานก็เป็นความจริง ผมเดินออกมาจากโบสถ์ในสถานะที่เป็น “พระสงฆ์” เต็มตัว สะพายบาตรและย่าม พร้อมห่มเหลือง เวลานี้ผมต้องถือศีล 227 ข้อแล้ว ในระหว่างที่กำลังเดินออกมาที่หน้าโบสถ์ผู้คนที่อยู่ในโบสถ์ต่างก็นำปัจจัย (เงิน) ใส่ซอง มาใส่ไว้ในย่ามของผม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ เป็นปัจจัยที่สำหรับใว้ใช้จ่ายในช่วงเป็นพระ ซึ่งมีคนนำซองมาใส่จนเต็มย่าม และก็ออกมาถ่ายภาพคู่กับบรรดากลุ่มแขกที่มาร่วมงานในวันนั้น

หลังจากเสร็จพิธี ก็เป็นงานทานอาหารร่วมกัน โยมป๊า จองโต๊ะอาหารจีน(เจ) ไว้ 20 โต๊ะ (ตอนแรกผมบอกโยมป๊าไว้ว่าน่าจะมีเพื่อนๆ มาร่วมงานประมาณ 50 คน แต่เอาจริงๆ งานนี้่น่าจะมีคนมาร่วมเกือบ 200 คนเห็นจะได้)

ช่วงทานอาหาร ผมก็นั่งร่วมกับเจ้าอาวาส ก็สอบถามผมว่าทำอะไรอยู่ ก็คุยไปคุยมา ก็พูดถึงการทำเว็บให้กับวัดท่าเรือ และหลวงพ่อ (เจ้าอาวาส) ก็พูดถึงธรรมะว่า “คนเราเกิดมาทำไม?” ซึ่งคำตอบนี้ท่านพระพุทธทาสภิกขุ บอกว่า “คนเราเกิดมาเพื่อผู้อื่น” เป็นความหมายที่ดีจริงๆ ดังนั้นคนเราเมื่อเกิดมา ควรหมั่นขยันทำดีให้เกิดขึ้น และสร้างสิ่งต่างไม่ใช่เพื่อส่วนตัว แต่สำหรับผู้อื่น

พอกินกันเสร็จ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ก็เริ่มทะยอยกลับบ้านกัน บางกลุ่มก็เดินทางไปเที่ยวในเมืองกาญจน, น้ำตกต่อ ในช่วงเก็บงานมีลูกแมวตัวนึงที่เอ็มเจอและอุ้มไว้ตลอด ปกติเอ็มจะแพ้แมว (จาม คันและมีผื่นขึ้น) แต่กับแมวตัวนี้ ปรากฏว่าเอ็มไม่แพ้เลย ซึ่งตอนเก็บของใส่รถกระบะที่บ้านผม ลูกแมวตัวนี้ติดออกไปกับรถกระบะ (เกาะท้ายไป) ก็เลยต้องโทรบอกให้คนขับหยุดดูว่า มันอยู่รึเปล่า เพราะกลัวมันตกลงมา ซึ่งปรากฏว่าอยู่จริงๆ ก็เลยขับเอากลับมาส่ง เอ็มก็เลยจะเอากลับไปเลี้ยง และอาม่าก็ตั้งชื่อมันว่า “นำโชค” เพราะดูเหมือนมันอยากออกไปจากวัด ไปอยู่ด้วยมากๆ

จนช่วงบ่ายๆ ทุกๆ คนก็กลับกันหมดแล้ว ผมก็เลยนอนพักซักพัก ตื่นขึ้นมาเย็นๆ ก็มาอ่านหนังสือ (เตรียมหนังสือธรรมะไป 2 เล่ม) และช่วง 4 โมงเห็นพระ ออกมากวาดลานวัดกัน ผมก็เลยลงมาร่วมกวาดลานวัดด้วย การกวาดลานวัด เป็นการฝึกสมาธิดีได้เช่นกัน หลังจากกวาดลานวัด ผมก็ได้มีโอกาสคุยกับ หลวงพี่พร (พระพี่เลี้ยงของผม) ก็ได้สอนการใส่และนุ่งจีวร และพอถึงช่วง 6 โมงก็มีการทำวัดเย็น โดยหลวงลุงเต็นท์ (37 พรรษา) เป็นผู้นำการสวด ผมก็เปิดหนังสือท่องบทสวดมนต์ไปด้วย หลังจากเสร็จทำวัตรเย็น  ผมก็นั่งคุยกับ พระอีกรูปชื่อ พร (4 พรรษา) (ชื่อเหมือนกับพระพร ที่เจอช่วงบ่าย) กำลังสอบ มสธ. อยู่ นั่งคุยกันถึงดึกๆ  พระพร ถามว่าจะไปอยู่วัดไหน ผมบอกว่าจะไปอยู่วัดป่าสุวรรณธวราราม แกก็เลยไปเอาหนังสือ “อยู่วัดป่า” เป็นหนังสือที่เคยมีคนไปอยู่ที่วัดนั้นและเขียนเอาไว้มาให้ผมอ่าน ซึ่งคนเขียนคนนั้นคือ คุณกำธร ล้อวงศ์งาม เพื่อนของโยมป๊า ที่ผมรู้จักมาตั้งแต่เด็กๆ พอซักพักพวกเราก็แยกกันไปนอน ตอนประมาณ 5 ทุ่ม ผมเองก็นั่งอ่านหนังสือเล่มนั้น ด้วยความสนใจยันดึกก่อนที่จะสวดมนต์ และนอน

คืนนั้นผมนอนหลับไป แต่ตื่นมาตอนดึก เพราะได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินในห้อง ก็เลยลืมตาดูแว็บๆ ก็คิดว่าเป็นเสียงพัดลมพัดหนังสือ แต่อีกใจก็ไม่แน่ใจ ว่ามันคืออะไร?

Written by pawoot

2006/10/28 at 10:55 PM

27/10/06 วันบวชเป็นนาค

leave a comment »

วันนี้ผมตื่นมาตอน 8 โมงกว่า วันนี้เป็นวันที่ผมต้องเตรียมบวชแล้ว ตอนนี้ผมอยู่บ้านที่เมืองกาญจน์ ผมขับรถกลับมาถึงบ้านตั้งแต่เมื่อวานตอนค่ำๆ พร้อมน้องๆ  เช้านี้น้องๆ ผมยังไม่ตื่นเลย ก็เลยลงมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่ข้างล่าง และก็ท่องบทสวดมนต์สำหรับบวช ซึ่งก่อนหน้านี้พยายามหาเวลาท่องบทสวด แต่ก็หาเวลาไม่ได้เลย เพราะงานรัดตัวจริงๆ

(จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่หาเวลาไม่ได้หรอก แต่อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า ที่ไม่ยอม “ให้เวลา” กับการสวดมนต์นี้ เรื่องงานรัด-ไม่มีเวลา เป็นเพียงข้ออ้างที่มักจะใช้กัน)

กาย เพื่อนผมสมัย ถาปัต รังสิตมาช่วยถ่ายรูปงานนี้ให้ผม กายมาถึงตอนสายๆ พร้อมกับติ๊ก เพื่อนของกาย (บรรดาน้องผมก็ยังไม่ตื่นกันนะตอนนี้)

กำหนดการวันนี้ผมต้องปลงผมตอน 3 โมงเย็นที่วัดท่าเรือ (วัดที่ผมจะบวช อยู่ตรงกันข้ามกับบ้านผมเลย) และก็จะมีพิธีสวดมนต์ในตอนค่ำ วันนี้ทั้งวันผมพยายามท่องบทสวดมนต์ใหได้ (โดนอาม่าไล่ไปให้ท่องไม่รู้กี่ที เพราะมัวแต่นั่งคุยอยู่กับไอ้กาย)

ก่อนถึง 3 โมงผมและครอบครัวก็เดินทาง ออกจากบ้านไปที่วัด แขกที่ส่วนใหญ่เป็นญาติๆ เริ่มเดินทางมากัน งานปลงผมนี้เป็นงานจัดแบบส่วนตัว ไม่ได้เชิญแขกอะไรเลย นอกจากญาติๆ เท่านั้น

พิธีเริ่มต้นที่ ผมต้องกราบขอขมาญาติผู้ใหญ่ และพ่อแม่ และล้างเท้า ก่อนที่จะเริ่มพิธีโกนผม โดยพระท่านจะเป็นคนโกนให้ ท่านโกนได้นิ่งและเบามากๆ แทบไม่รู้เลยว่าโกนออกไปหมดแล้ว (ตอนผมโกนหัวตอนบวชเณร ตอน ป6 ตอนนั้นโกนเจ็บมาก)

หลังจากโกนก็ต้องมีการเอา ขมิ้น มาทาตัว-หัวให้ทั่ว ตัวผมเหลืองไปหมดเลย และค่อยล้างออก ส่วนผมที่โกนต้องเอาไปลอยแม่น้ำ เอ็มกับพี่นงเพิ่งมาถึงตอนที่ผมโกนเสร็จแล้ว  ส่วนกายก็กดถ่ายภาพทุกมุม ไม่ยั้ง มุมภาพที่กายถ่ายแต่ละมุมจะค่อนข้างจะสวย และน่าสนใจ

หลังจากเสร็จพิธีโกนผม ผมก็ต้องตระเวณไปขอลา และขอคมา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในแถบย่านนั้น ได้แก่

  • วัดตะคร้ำเอน
  • ศาลเจ้าแม่ทับทิม (ริมแม่น้ำ)
  • โรงเจท่าเรือ – อาจารย์โหรพัฒน
  • พระประธานใหญ่หน้าวัดท่าเรือ
  • ศาลเจ้า และบรรพบุรุษ ที่บ้าน

หลังจากเสร็จการขอคมา ก็เกือบ 6 โมง ผมก็ทานข้าวที่บ้าน และออกไปงานสวดท

วัดต่อ ตอน 1 ทุ่ม ญาติๆ ก็เริ่มทยอย มากันมามาย มามากกว่าตอนเย็นอีก และก็เริ่มพิธีสวดมนต์ให้นาค  และก็มีการ ฟังเทศน์ โดยหลวง พี่มานะ เป็นคนเทศน์ เทศน์แบบสดๆ เลยไม่ต้องเปิดใบลานเลย เรื่อง การบวชคืออะไร? คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยฟังกัน เพราะมัวแต่คุยกัน

คืนนั้นผมนอนที่บ้าน ไม่ได้นอนที่วัด เพราะยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย กลับมาถึงก็พยายามมาท่องบทสวดต่อ เอ็มก็ช่วยติวให้ แต่วันนี้ผมง่วงจริงๆ ก็เลยขอไปนอนก่อน ในสภาพ นาคหัวเหน่ง

Written by pawoot

2006/10/27 at 10:53 PM

%d bloggers like this: