Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

Archive for the ‘แนวความคิด (My Idea)’ Category

สร้างโอกาศทางธุรกิจด้วยการออกมาจากธุรกิจ

leave a comment »

การเดินทางไปต่างประเทศเจอเพื่อนทางธุรกิจต่างประเทศใหม่ๆ และการออกทริปเจอกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ใหม่ๆ การไปเรียน Class อะไรใหม่ๆ ส่วนตัวผมมองว่าเป็นสิ่ง “จำเป็น” ของการทำธุรกิจ โดยเฉพาะตอนนี่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก

หากคุณมัวแต่นั่งทำงานอย่างเดียว ใช้ความรู้เดิมๆ ที่เคยรู้มา ไม่เคยออกไปดูโลกบ้าง ไปพบปะคนอื่นบ้าง แล้วคุณก็ทำงานอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ หรือนั่งอ่านจากโลกออนไลน์อย่างเดียว…….

ธุรกิจคุณจะขาด input ใหม่ๆ แล้วมันจะไม่มี output ใหม่ๆ ออกมา ธุรกิจจะเติบโตแบบธรรมชาติ (Organic) ไม่มีอะไรสร้างสิ่งใหม่ เพื่อทำให้ธุรกิจเติบโต

โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำองค์กร หากคุณมัวแต่อยู่ใน Operation ธุรกิจ ไม่ออกไปเปิดหูเปิดตาดูอะไรใหม่ๆ พบเพื่อนใหม่ๆ ทางธุรกิจ ธุรกิจของคุณก็คงไม่มีอะไรใหม่ๆ

ดังนั้นการเดินทางไปต่างประเทศของผม การออกไปพบเพื่อนใหม่ มันสร้างอะไรใหม่ๆ ให้กับตัวเอง และธุรกิจได้จริงๆ ตัวอย่างเช่น ผมสามารถไปเปิดธุรกิจในกลุ่มออกไปประเทศมาเลเซีย และกำลังจะมีประเทศอื่นๆ เร็วๆ นี้. รวมถึงยังได้สร้างธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยทั้งหมดเกิดจากการที่เราได้เปิดหู เปิดตา อย่างที่บอกมาตอนต้น

ดังนั้นหากใครเป็นเจ้าของธุรกิจ ควรหากงาน trade show งานสัมมนา ต่างประเทศออกไปฟัง ออกไปดูอะไรใหม่ๆ บ้าง ไป๊ๆๆๆ

หรือใครเป็นลูกน้อง ควรรวมตัวไปไล่หัวหน้าคุณให้ออกไปหาอะไรใหม่ๆ มาเติมในออฟฟิสได้แล้ว.!

ปล. ระวังอย่าออกไปเยอะไปแบบผ้มมมมมม ฮ่าๆๆๆ

Advertisements

คนประสบความสำเร็จมีพฤติกรรมอย่างไร

leave a comment »

เจอภาพนี้ ในออนไลน์ ชอบเลยขอนำมาบันทึกหน่อยครับ

ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ.! แนวคิดที่ผมใช้

leave a comment »

คุณเชื่อปะ ว่าทุกอย่าง “เป็นไปได้จริงๆ” มันเป็นไปได้ตั้งแต่คุณคิดแล้วล่ะ.! “แต่เมื่อใดคุณเริ่มตั้งข้อแม้ เริ่มคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ สิ่งนั้นจะแทบจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย.!” และ จงหลีกเลี่ยงคำเหล่านี้.!

เมื่อใดคุณว่ามันเป็นไปได้จริง สมองคุณจะสั่งให้คุณคิด ทุกวิถีทางที่จะทำให้เป็นจริงให้ได้  มันจะไม่หยุดคิด คิดๆๆๆๆๆ มีบ้างที่จะมีปัญหา มีอุปสรรค แต่หากเรายังเชื่อ ยังมั่นใจ ยังยืนยันว่ามันเป็นไปได้ มันจะมีหนทางเสมอ สู่ความเป็นไปได้นั้น

ดั้งนั้น “จงเชื่อว่ามันเป็นไปได้.! แล้วสิ่งนั้นจะเป็นไปได้จริงๆ” ไอ้นี้มันแนวคิดผมเลยล่ะ

ผมทำ Startup แล้วได้อะไร?

leave a comment »

วันนี้ตอนค่ำ Creden.co Pitch กับทาง DEPA เราลอง Enhance Service ใหม่จากของเดิม และวันนี้ลองนำเสนอครั้งแรกของบริการใหม่ ขอบคุณทีม Creden ที่เตรียมมาอย่างดี…​ (ปรับกันหน้างาน ฮ่าๆๆ)

การที่ได้มีโอกาสทำและมีส่วนร่วมในทำงานกับ Startup มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เปิดโลกการทำและบริหารธุรกิจในยุคใหม่ ซึ่งผมว่าน้อยผู้บริหาร หรือเจ้าของธุรกิจยุคเก่าๆ จะเข้าใจ (หลายคนบอกเข้าใจ แต่หากคุณไม่ลงมาทำจริงๆ คุณจะไม่เข้าใจหรอก)

เพราะมันแทบจะเปลี่ยนหลายๆ อย่างในการทำธุรกิจจากเมื่อก่อน ทั้ง วิธีคิด วิธีการหาเงินทุน วิธีการบริหารจัดการ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ และการขยายตลาด มันต่างจากตอนที่ทำธุรกิจเมื่อสิบกว่าปีก่อนอย่างมาก…. ทุกอย่างมัน “เร็ว” และเปลี่ยนไปมากจริงๆ

และยิ่งหาก Startup นั้นเติบโตไปได้ดี มันก็เป็นการกระจายการลงทุนของคุณ ออกไปยังธุรกิจใหม่ เหมือนการกระจายไข่ออกไปในตะกร้าที่มากขึ้น ลดความเสี่ยงของธุรกิจหลักออกไป (หากไอ้ธุรกิจนั้นมันรอดและเติบโตไปได้นะ นี้แหละทำไปผมถึงได้ลงทุนใน Startup เยอะ) และที่สำคัญ เรายังได้สร้างคนรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาด้วย

การกระโดดเข้ามาในโลกของ Startup มันทำให้ผมได้ตื่นเต้น ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และนำไปใช้กับธุรกิจปัจจุบัน ให้ไม่ตกยุค และพัฒนาองค์กรเราไปข้างหน้าได้

ใครบริหารหรือเป็นเจ้าของธุรกิจมานาน ลองทำ Startup สิครับ.! แล้วคุณจะได้เรียนรู้ว่า โลกในการทำธุรกิจตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

ไม่เชื่อลองสิ จะลองสร้าง Startup เอง หรือลงทุนกับน้องๆ ที่เค้าทำ Startup มาอยู่แล้วสิ ผมชวนคุณเลยล่ะ.!

Read the rest of this entry »

เทคนิคการทำให้ตัวเองเก่งในเรื่องที่อยากเก่ง.!

leave a comment »

ชอบอันนี้อะ แอบแคปภาพมาจาก @wi_555 อีกที

ใช่มากๆ หากยิ่งคุณสอนคนอื่น คุณจะได้เรียนรู้สิ่งนั้นอย่างจริงๆ จังๆ มากกว่าการอ่าน การเรียนรู้แบบไหนทั้งหมด

ที่ผมพอรู้เรื่อง E-commerce เพราะผมศึกษาและสอนเรื่องนี้มาเป็นสิบปี มีอะไรใหม่ๆ ที่เราเห็น เรารู้มา ผมก็เอามาสอนต่อ สอนเพิ่อนๆ สอนคนรอบข้าง สอนทีมงาน สอนไปหมด… พอเรายิ่งสอน เราก็ยิ่งรุ้

ดังนั้นอยากเก่งเรื่องอะไร “จงหาโอกาสสอนเรื่องนั้นๆ กับคนอื่น”

หากไม่มีใครอยากเรียน ก็จงสร้างคนที่อยากเรียนขึ้นมา.. ไม่ยากเลย คนรอบตัวมีอยู่มากมาย ต้องมีสักคนล่ะวะ

#ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ

Alibaba กับการลงทุนไทย ผู้ประกอบการไทยเตรียมตัวหนีตาย.! กระทบวงกว้างแน่

with 11 comments

เป็นข่าวหน้าหนึ่งตามสื่อต่างๆ ของการมาของแจ็ก หม่ำในการเข้ามาลงทุนใน E-Commerce Park ในเขต EEC เป็นเงินนับหมื่นล้านบาท และสนับสนุนผู้ประกอบไทย รวมไปถึงการท่องเที่ยวไทยไปจีน ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก คงไม่มีนักธุรกิจไทยคนไหน ที่จะกล้าทุ่มเงินนับหมื่นๆ ล้าน มาลงทุนได้แบบนี้ (แต่ก็มีกลุ่ม Central และ JD.com จากจีน ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้)
เม็ดเงินเหล่านี้จะเป็นการสร้าง “โครงสร้าง” พื้นฐานด้านการทำการค้าออนไลน์ ของกลุ่ม Alibaba ที่ยังสามารถขยายออกไปยังในกลุ่ม CLMV ได้อีกด้วย

สิ่งที่ผมกังวลกับการมาของ Alibaba ในการลงทุนในประเทศไทยเป็นหมื่นๆ ล้าน 

 1. ผู้ประกอบการไทยเตรียมตัวปรับตัวหนีตาย.!

การสร้าง E-Commerce Park เป็นการลงทุน “การสร้างการเชื่อมต่อกับจีน” โดยสินค้าไทย จะสามารถส่งออกไปจีนได้ง่ายสะดวกขึ้น และเช่นกัน “สินค้าจีนก็จะไหลเข้าไทยได้มากขึ้น สะดวกขึ้นได้เช่นเดียวกัน” โดยเฉพาะตอนนี้คนไทยหลายๆ คนนิยมซื้อสินค้าผ่านทาง Lazada และทาง Lazada เองก็กำลังพลักดัน Taobao Colletion หรือสินค้าจากจีนโดยตรง ที่ราคาถูกกว่า สินค้าของผู้ประกอบการไทยมากๆ และเมื่อสั่งซื้อ สินค้าเหล่านี้ก็จะเหาะมาจากโรงงานในจีน ตรงไปยังบ้านของผู้ซื้อคนไทยทันที โดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือ บริษัทตัวแทนนำเข้าอีกต่อไป ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าที่นำเข้าสินค้าจากจีนเตรียมเปลี่ยนงานได้ รวมไปถึง SMEs และผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ที่ตรงกับกลุ่มที่สินค้าจีนเข้ามาผ่านทาง Lazada (Alibaba) เตรียมตัวปรับตัว ซึ่งในระยะยาว ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปรับตัว หรือต่อสู้ได้ก็ต้องล้มหายตายจากไปเพราะต้นทุนและราคาสินค้าอาจจะต่อสู้กับสินค้าจีนที่เข้ามาไม่ได้เลย
.
.
เพราะสินค้าที่มาจากจีนโดยตรง จะมีราคาถูกกว่ามากๆ เพราะขายจากโรงงานโดยตรง และแน่นอน ปริมาณสินค้าจีนที่เข้าประเทศไทยจะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ๆ   ซึ่งจะกระทบหลายๆ อย่างเช่น ธุรกิจต้องปิดตัว และอัตราการจ้างงาน ก็อาจจะลดน้อยลงไป จะกระทบกับเศรษฐกิจในระยะยาว  แต่การเกิดจะค่อยๆ เกิดขึ้นกับ กลุ่มสินค้าและอุตสาหกรรมที่สินค้านิยมขายออนไลน์ อย่าง สินค้าแฟชั่น Gadget สินค้าต่างๆ
.
.

2.ตลาดค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าเตรียมตัวรับผลกระทบ 

ด้วยพฤติกรรมคนไทยจะซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสะดวกกว่า ราคาถูกกว่า จะทำให้ไปกระทบกับสินค้าในห้างสรรพสินค้า หรือตามตลาดนัดต่างๆ โดยตอนนี้เริ่มกระทบแล้วกับกลุ่มสินค้า นาฬิกา เครื่องสำอางค์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เป็นกลุ่มสินค้าที่คนนิยมซื้อทางออนไลน์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนก็จะกระทบกับบรรดาธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ  และการกระทบนี้ จะขยายวงออกไปยังสินค้าในกลุ่มมากขึ้นเรื่อย
หากคุณนึกไม่ออกว่าจะกระทบขนาดไหน ให้มองดู Amazon เว็บ E-Commerce เบอร์หนึ่งของตลาดอเมริกาที่กำลังไล่ทุบ และกระถืบธุรกิจห้างสรรพสินค้า และร้านค้ามากมายที่ต้องปิดตัวลงไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับไทยแน่ๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
.

รายชื่อธุรกิจค้าปลีกของอเมริกาที่จะปิดตัวในปี 2018

 .
 .

3. การผูกขาดของผู้ให้บริการรายใหญ่รายเดียว 

 ผู้ที่จะชนะในเกมส์นี้จะมีแค่เบอร์ 1 กับ เบอร์ 2  ไม่สามารถมีพื้นที่ให้กับเบอร์ 3 ลงไป ดังนั้น “การผูกขาด” ของธุรกิจการค้าออนไลน์จะเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะผู้ที่เข้ามาลงทุนก่อน ด้วยจำนวนเงินมหาศาลแบบที่ธุรกิจไทยแทบจะลงทุนแบบนี้ไม่ได้ ทำให้ Alibaba มีความได้เปรียบกว่า คนที่เข้ามาทีหลัง และยิ่งมีการลงทุนด้าน Infrastructure ไปก่อนจะยิ่งทำให้มีความได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ อย่างมาก ซึ่งหัวใจและความสำคัญของธุรกิจ E-Commerce คือ การเก็บและจัดส่งสินค้า (Warehouse & Fulfilment) ซึ่งตอนนี้ทาง Alibaba กำลังเร่งลงทุนอย่างมากในขณะนี้
 .
 .

4. แบงค์และขนส่ง รวมไปถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ โดนกระทบกันเป็นลูกโซ่แน่ 

 สังเกตุดีๆ การลงทุนของกลุ่มจีน ไม่ว่าจะเป็น Alibaba หรือ JD.com นอกเหนือการลงทุนด้าน E-Commerce เค้ายังลงทุนในธุรกิจด้านการเงิน (Financial) ซึ่งด้วยข้อมูลอันมหาศาล (Big Data) จากการซื้อสินค้าของผู้ซื้อ และร้านค้า ทำให้เค้าสามารถนำเสนอบริการทางการเงิน อย่างเงินฝาก เงินกู้ หรือบริการประกันภัย ประกันชีวิต ออกไปยังกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากกว่าธนาคารอย่างมาก เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศจีนแล้วที่ Alipay กำลังโหมกระหน่ำสู้กับแบงค์และวงการการเงินในประเทศจีน  นี้แหละทำไมแบงค์ชาติถึงยอมให้ธนาคารไทย หันมาทำ E-Marketplace ได้ด้วย เพราะเริ่มเห็นแล้วว่ายักษ์ใหญ่จากจีนกำลังมาแล้ว และมาแบบครบวงจร เลยอนุญาติให้ธนาคารไทยปรับตัวสู้
 .
รวมไปถึงธุรกิจการขนส่งที่ทางกลุ่ม Alibaba มีบริษัท Cainiao บริษัทด้านขนส่งขนาดใหญ่ของจีน ที่จะขยายเข้ามาในไทยอีกด้วย ซึ่งแน่นอนตรงนี้จะกระทบกับผู้ให้บริการขนส่งของไทยอย่างไปรษณีย์ไทยอย่างแน่นอน
.
ซึ่งทั้งหมดนี้จะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการมาของกลุ่ม Alibaba คือมาทั้งกลุ่มธุรกิจ และสร้างให้เกิดระบบนิเวศ (ECO-System) ของเค้าเองโดยลูกค้าไม่ต้องหลุดออกไปไหน
 .
 .
ไม่ใช่มีแต่ข้อไม่ดี การมาของ Alibaba ก็มีข้อดีเช่นเดียวกัน อย่างที่รัฐไทยมองเห็นอยู่ได้แก่
.

ข้อดีของการลงทุนของ Alibaba

  1. กระตุ้นให้ E-Commerce ของไทยเติบโตมากขึ้น
  2. มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศ จำนวนมาก
  3. ไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านการกระจายสินค้าใน CLMV
  4. สินค้าไทยจะมีโอกาสออกไปจีนได้ง่ายมากขึ้น
  5. มีการพัฒนาผู้ประกอบการไทย (ส่วนหนึ่ง) ให้เก่งมากขึ้น
 .
.

Made in Internet หรือ Made in China?

แจ๊ก หม่ามาครั้งนี้พยายามจะยกคำว่า “Made in Internet” ก็คือสินค้านี้มาจาก Internet แทนการใช้คำว่า   Made in China เพราะสินค้าทั้งหมดต่อไปส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินค้ามาจากจีน และเหาะออกจากประเทศผ่านอินเทอร์เน็ตได้ไม่อยาก แต่หากจะพูดว่า Made in China ก็ทำให้ดูจีนได้เปรียบดุลย์การค้าหลายๆ ประเทศทั่วโลก ดังนั้นการเปลี่ยนไปใช้คำว่า “Made in Internet” มันก็จะทำให้การขายสินค้าจากจีน ดูเป็นกลางมากขึ้น ไม่ไปเอาเปรียบใคร (แต่จริงๆ แล้วก็ของจีนหมดแหละ)
 .
.

ความแตกต่างของนักลงทุนจีน กับนักลงทุนญี่ปุ่น

 เมื่อลองมาวิเคราะห์การลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น และจีน จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันมากๆ โดยนักลงทุนญี่ปุ่น จะเป็นการมาสร้างโรงงาน สร้างกำลังการผลิต จัดจ้างแรงงานของไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ส่ิงสินค้าออกจากไทยไปทั่วโลก ซึ่งการลงทุนแบบนี้ ประเทศจะได้ผลประโยชน์อย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน การลงทุนของประเทศจีน ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure การขนส่ง การเก็บสินค้า โดยเป้าหมายเพื่อ “ขนสินค้าจากจีนเข้ามาในไทยได้สะดวกมากขึ้น” แทนที่จะมาลงทุนสรัางโรงงานและจัดจ้างแรงงานคน เพราะสินค้าจากจีนมีความได้เปรียบเรื่องราคาและต้นทุนกว่ามาก ดังนั้นทั้งสองประเทศมีการรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกันมาก และผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับ ก็ต่างกันจริงๆ
 .
.

รัฐไทยต้องศึกษาให้ดี ให้ครบทุกๆ ด้านและสนับสนุน E-Commerce ไทยบ้าง

ตอนนี้ดูแล้วรัฐไทย ดูเหมือนจะรักนักลงทุนต่างชาติซะเหลือเกิน เปิดและสนับสนุน Alibaba ซะออกนอกหน้ามากๆ ก็เข้าใจอยู่ที่เค้าเอาเงินมาหมื่นๆ มาลงทุนในประเทศไทย แต่อยากให้รัฐศึกษาให้รอบๆ ด้าน ไม่ใช่ดูแต่ด้านเดียว ด้านที่เค้าบอกว่า เค้าจะเอาสินค้าไทยไปขายจีน พัฒนาผู้ประกอบการไทย แต่สิ่งเค้าพูดเป็นเหมือนความจริงด้านเดียว (Half Truth) เพราะในทางกลับกัน เค้าเองก็อยากจะช่วยนักธุรกิจจีน นำสินค้าจีนออกไปบุกทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ดังนั้นสิ่งที่รัฐต้องศึกษาเช่น ประมาณจำนวนสินค้าของจีนที่ไหลเข้ามาในไทยผ่านทางออนไลน์ เติบโตขึ้นเท่าไร และผลกระทบการเข้ามาสินค้าจีนทางออนไลน์จะกระทบกับธุรกิจไทยในรูปกแบบไหน ใครจะได้รับผลกระทบ ผมยังอยากให้รัฐคุยกับเค้าในเรื่องการส่งสินค้าไทยออกไปเยอะๆ แต่ต้องระวังการนำสินค้าเข้าประเทศให้มากๆ ซึ่งอนาคตไทยจะเสียดุลย์การค้ากับจีนอย่างหนักแน่ๆ และที่สำคัญคือ มันจะกระทบกับธุรกิจของไทยอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ
.
ที่เขียนมายาวขนาดนี้ไม่ได้ต่อต้านการมาของ Alibaba นะครับ แต่อยากให้เห็นความจริงอีกด้านที่ผมลองวิเคราะห์ และคาดการณ์ มันอาจจะถูกมันอาจจะผิด เราก็ต้องดูกันต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือ พฤติกรรมคนไทยจะซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้นแน่ๆ และธุรกิจไทยจะปรับตัวอย่างไร ลองอ่านตรงนี้ครับ https://pawoot.wordpress.com/2017/09/27/china-ecommerce-attack-thailand/
.
และเช่นเดียวกันรัฐไทยเองก็ต้องสนับสนุน E-Commerce ท้องถิ่นของไทยที่ตอนนี้ล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว เพราะไม่สามารถต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ได้ และตอนนี้คณะกรรมการ E-Commerce ของชาติที่รวบรวมองค์กรรัฐต่างๆ รวมไปถึงเอกชนที่จัดตั้งขึ้นมาก็ดูจะเงียบและไม่ทำอะไรกันเลย เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่อง E-Commerce ของไทยก็มีหลายหน่วยงานซะเหลือเกิน จนเกิดการทำงานซ้ำซ้อนกัน หน่วยงานที่เหมาะสม ที่มีคน มีทรัพยากรที่จะมาพลักดันเรื่องนี้ กลับไม่ได้เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง แต่งานนี้ดันกลับไปอยู่กับหน่วยงานที่คนและทรัพยากร ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจด้าน e-commerce มาพลัดดัน ทางฝากเอกชนก็แอบเซ็งเหมือนกันครับ
.
.
ส่วนตัวอยากอาษาลุกขึ้นมา นำการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อยากเป็นคนปลุกภาครัฐให้สร้างแผน (มีอยู่แล้ว) และขับเคลื่อนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมครับ หากรัฐทำไม่ได้จริงๆ จะให้ผมนำให้ก็ได้นะ ผมยินดี และพร้อมครับ
.
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
 .
.
.
ปล. การพลักดันของผมและชาวสมาคม e-commerce ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากับภาครัฐ ลองมาดูกันว่าพวกเราตั้งใจกันขนาดไหน… https://pawoot.wordpress.com/2017/06/30/thailand-e-commerce-roadmap/

การขยายธุรกิจด้วยการซื้อหรือรวมกิจการ M&A (Merger & Acquisition)

leave a comment »

ผมพูดเสมอว่าการทำธุรกิจไม่ใช่มีแต่การสร้างขึ้นเอง แต่การ ซื้อหรือรวมกิจการ M&A (Merger & Acquisition) เป็นแนวทางที่น่าสนใจมากๆ ในการขยายธุรกิจ หรือแก้ปัญหาธุรกิจ

ส่วนตัวผมผ่านมาหมดล่ะ ทั้งซื้อกิจการคนอื่น อย่างซื้อกิจการ (Acquisition) Thaiepay.com ePayment Gateway แห่งแรกของไทยในช่วงปี 2013 (ตอนนี้เป็น PaySolutions.asia) และ TARAD.com ผมเองก็โดน Rakuten ซื้อในปี 2009 (และซื้อกลับในปี 2016)

หรือการรวมกิจการ (Merger) อย่างการรวม Thoth Media ของกล้าและเพื่อนๆ กับ Zocial Inc. กลายเป็น THOTH ZOCIAL (ตอนหลังรวมกับ OBVOC) กลายเป็นบริษัท TZO กลุ่มบริษัทด้าน Social Big Data อันดับหนึ่งของไทย (เราได้เงินลงทุนจากตลาดหลักทรัพย์และธนาคารออมสิน 35 ล้านมาลงในบริษัทนี้)

ดังนั้นการทำ M&A จึงเป็นแนวทางที่สำคัญในการขยายธุรกิจที่ดีมากๆ และในบทความนี้น่าสนใจมาก กับการนำเงินจากแหล่งอื่นมาขยายธุรกิจ (OPM – Other People Money) หรือแม้แต่การซื้อกิจการ.

หรือแม่แต่ตอนนี้ ที่เรามีวิธีการระดมเงินผ่าน ICO อีก.. (น่าสนใจมากๆ) ซึ่งวิธีการพวกนี้อ่านผ่านๆ ไม่ได้ครับ ต้องคิดตามด้วย ว่าเราจะเอามันมาใช้กับธุรกิจเรายังไง และลองนำไปใช้ครับ ถึงจะมีประโยชน์กับเราครับ

แนะนำให้อ่านและทำตามครับ.! บทความของ อ.ชินภัทร ครับ

Written by pawoot

2018/03/17 at 9:38 AM

%d bloggers like this: