Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

Archive for the ‘แนวความคิด (My Idea)’ Category

การแต่งกายกับการทำงาน?

leave a comment »


สภาพชุดผมทำงานเมื่อวาน.!

ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องการแต่งตัวดีๆ ไปทำงานเท่าไรหรอกนะ โดยเฉพาะวันที่ไม่ได้เจอลูกค้า หรือมีประชุมข้างนอก

จะแต่อะไรก็แต่งมาเหอะ ลากรองเท้าแตะ ใส่ขาสั้น ชุดนอน หรือแต่งเท่ เนี้ยบ สวย แต่งอะไรมีความสุข สบาย ก็แต่งไปเหอะ ตราบใดที่มันไม่ไปกวนใคร และเราทำงานได้ (พูดถึงในกรณีที่เราทำงานอยู่แต่ในออฟฟิศนะ ไม่ได้ไปเจอใคร)

เพราะแต่งตัวดี ใช่ว่าจะทำงานดีขึ้น อาจจะลำบากขึ้นด้วยซ้ำ ต้องมาใช้สมองคิดมากกับการแต่งกาย นี้คือความคิดผมเลยล่ะ

อย่าแปลกใจถ้าเจอชาว TARAD Group จะแต่งตัวสบายๆ ไปทำงานกัน ฮ่าๆๆๆ

#TARADGroup

Written by pawoot

2018/12/11 at 8:59 AM

การศึกษารูปแบบใหม่?

leave a comment »

ส่วนตัวเชื่อว่าระบบการศึกษาในอนาคตอันใกล้ไม่กี่ปีข้างหน้าจะเปลี่ยรูปแบบไปจริงๆ รร. มหาลัย ดีกรี ไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้อีกต่อไป..

คนที่กล้าปรับตัวเองก่อน คือคนที่ได้เปรียบ

เจอบทความนี้ใน Line ขอนำมาแชร์ เพื่อสนับสนุนไอเดีย เข้าใจว่าคุณสุทธิชัย หยุ่น เป็นคนเขียนบทความนี้เอาไว้

============================

เมื่อวานผมเขียนถึงคนชื่อ Salman Khan ที่ทำนายว่าจากนี้ไปคนไม่ต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ปริญญาจะไร้ความหมาย และวิถีแห่งการเรียนการสอนจะเปลี่ยนไปอย่างหนักหน่วงรุนแรง

ผมอยากให้คนไทยได้ตื่นตัวและรีบปรับตัวให้ทันกับแนวโน้มใหม่นี้อย่างรวดเร็วและจริงจัง

Salman Khan เป็นนักศึกษาอัจฉริยะ ผู้แตกฉานหลากหลายศาสตร์ที่มีสอนในสถาบันการศึกษา

เขาเป็นนักวิเคราะห์การเงินอเมริกันเชื้อสายอินเดีย-บังกลาเทศ

เป็นบัณฑิต 3 ปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สาขาวิทยาศาสตร์ เอกคณิตศาสตร์, วิศวกรรมสาขาไฟฟ้า และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

หลังจากติวหลานสาวด้วยตัวเองระยะหนึ่งก็ตัดสินใจอัดใส่วิดีโอเอาขึ้น YouTube จนกลายเป็นที่ฮือฮา และพัฒนาเป็นการสอนต่อแบบเร่งรัดในเว็บไซต์ชื่อ Khan Academy

ที่เป็นจุดเด่นก็คือเขาตั้งใจสอนฟรี กลายเป็นโรงเรียนออนไลน์ใหญ่ที่สุดในโลก

วันหนึ่ง Bill Gates แห่ง Microsoft เห็นเข้าก็สนใจและบริจาคเงินก้อนแรก 1.5 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 50 ล้านบาท จนทำให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

บิล เกตส์ ให้เงินสนับสนุนต่อเนื่องอีกหลายปี ต่อมา Google ก็ยังเข้ามาร่วมสนับสนุนเงินและให้ใช้ระบบ Google Cloud ในการโฮสต์เว็บไซต์และข้อมูลต่างๆ อีกด้วย

ทุกวันนี้ Salman Khan เติบโตกลายเป็นเจ้าของธุรกิจการศึกษาสมัยใหม่เต็มตัว และเปิดโรงเรียน Off-line ของตัวเองชื่อ Khan Lab School

ปัจจุบัน Khan Academy มีคลิปสอนวิชาต่างๆ กว่า 5,000 คอร์ส รวม 20,000 กว่าคลิป ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิศวกรรม การเงิน ครอบคลุมระดับอนุบาลจนถึงอุดมศึกษา วิดีโอที่ทำออกมามีไม่น้อยกว่า 65 ภาษา

Khan Academy ภาษาไทยเกิดด้วยการสนับสนุนของมูลนิธิศักดิ์พรทรัพย์ และมูลนิธิไทยคม

ที่น่าสนใจคือ รูปแบบของการเรียนการสอนออนไลน์แบบนี้มีแบบฝึกหัดให้นักเรียนทำด้วยตนเอง ส่วนครูก็สามารถนำไปใช้เป็นสื่อการสอน เป็นบริการช่วยสังคมระดับโลกที่น่าชื่นชม

ว่ากันว่าแต่ละวัน บทเรียนต่างๆ ของ Khan Academy มากกว่า 1,000 ล้านบทเรียนจะผ่านสายตาผู้ชม และทุกเดือนมีครูประมาณ 2 ล้านคน นักเรียนประมาณ 40 ล้านคน เข้ามาใช้งานในห้องเรียนดิจิทัลแห่งนี้

รูปแบบการเรียนการสอนแบบนี้แหละครับที่กำลังจะกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ประเทศไทยจะต้องเรียนรู้และปรับมาใช้อย่างรวดเร็วและจริงจัง

แม้ว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของไทยจะยัง “ดื้อเงียบ” ไม่ยอมปรับตัวอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่สัญญาณความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเด่นชัด เห็นไฟแดงโร่ให้เห็นทั่วไป แต่การปรับตัวก็ยังช้าและเฉื่อยแฉะ

ผมคุยกับนักวิชาการหลายมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ยอมรับว่าแรงต่อต้านมิได้มาจากนักศึกษาเอง คนที่ไม่ยอมปรับไม่ยอมเปลี่ยนคือตัวอาจารย์เองต่างหาก

เหตุผลมีหลายประการ แต่ที่ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยหลักคือการที่อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังอยู่ใน “comfort zone” ของตัวเอง ยังเลือกจะอยู่ใน “เขตปลอดภัยและคุ้นเคย” ของตัวเอง

ระบบมหาวิทยาลัยปัจจุบันก็เอื้อต่อการที่อาจารย์จะรักษาสถานภาพเดิม ไม่จำเป็นต้องฟังเสียงหรือนโยบายจากสภามหาวิทยาลัย หรือแม้จากตัวอธิการบดีเอง เพราะโครงสร้างการบริหารทุกวันนี้อำนาจไปตกอยู่ที่ตัวอาจารย์และคณบดีมากกว่าอธิการบดี

แรงกดดันที่จะทำให้อาจารย์ต้องเปลี่ยนต้องมาจากนักศึกษาเองที่จะต้องแสดงตนให้ชัดว่าการเรียนการสอนแบบเดิมมิอาจจะเป็นที่ยอมรับได้อีกต่อไป

การเรียนการสอนแบบ flipped classroom หรือ “ห้องเรียนกลับด้าน” แม้จะเป็นที่รับทราบกันทั่วไปในแวดวงมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังมีการนำมาใช้เฉพาะบางส่วนบางคณะเท่านั้น

รูปแบบ flipped classroom หมายถึงการที่อาจารย์กับนักศึกษาตกลงกันว่าห้องเรียนต้องไม่ใช่เป็นที่อาจารย์เล็กเชอร์อีกต่อไป นักศึกษาสามารถอ่านและหาข้อมูลเองจากที่บ้านหรือนอกห้องเรียน ส่วนห้องเรียนนั้นจะต้องเป็นจุดที่อาจารย์กับนักศึกษาแลกเปลี่ยนความเห็น วิเคราะห์ ถกแถลง และขยายผลจากตำราหรือบทเรียน

การจะนำรูปแบบใหม่เช่นนี้มาใช้ได้ แปลว่าอาจารย์จะต้องทำการบ้านมากกว่าเดิม จะต้องทำหน้าที่เป็น coach มากกว่าเป็น lecturer และจะต้องยอมรับว่าบ่อยครั้งนักศึกษาอาจจะรู้มากกว่าตัวเอง

วิธีคิดหรือ mindset อย่างนี้เกิดขึ้นได้ยากหากอาจารย์มหาวิทยาลัยวันนี้ยังไม่เข้าใจปรัชญาแบบของ Salman Khan ที่เขียนเล่าไว้ในคอลัมน์เมื่อวานและวันนี้

แต่หากไม่ปรับไม่เปลี่ยน การล่มสลายของสถาบันที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยก็จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน

Written by pawoot

2018/12/09 at 9:09 AM

Welcome New Employee ทานข้าวกันเพื่อรู้จักกันมากขึ้น

leave a comment »

ตอนนี้ทีมงานใหม่ที่เข้ามาร่วมงานกับ TARAD Group เราจัดให้มีการทานอาหารร่วมกันกับผมทุกคน “Welcome New Employee” เพราะส่วนใหญ่คนที่เข้ามาทำงานใหม่ ผู้บริหารไม่รู้จักเค้าเท่าไร ดังนั้นการได้นั่งทานข้าวร่วมกัน พูดคุยกันเราจะได้รู้จักกันมากขึ้น ทำให้เค้าได้รู้จักผู้นำองค์กร และแนวความคิดของการบริหาร vision ขององค์กรได้ตรงไปตรงมา

เราทำมาหลายครั้งล่ะ ได้ผลดีเลย ผมได้รู้จักน้องๆ มากขึ้น และน้องๆ เองก็ได้ร้จักผมดีขึ้นเช่นกันครับ

เอาไปลองใช้กันได้นะครับ

#TARADGroup

Written by pawoot

2018/12/06 at 9:16 AM

Morning Stand up Meeting ดียังไง?

leave a comment »

เริ่มนำ Morning Stand up Meeting กลับมาใช้กับทุกทีม และทุกวัน เริ่มวันแรก หลังจากหยุดไปนานมาก เป็นการเพิ่ม Communication ภายในทีมในชัดเจน เดินไปในทิศทางเดียวกัน แค่ใช้เวลาแค่ 5-10 นาทีทุกวัน การสื่อสารในทีมก็จะดีขึ้น ให้แต่ละคนแชร์ว่าเมื่อวานทำอะไร และวันนี้จะทำอะไร ทีมกำลังอยู่ตรงไหน จากทุกคนในทีม

เคยมั้ย นั่งอยู่ข้างๆ กันแท้ๆ ยังไม่รู้เลยว่าเพื่อนในทีมเราทำงานอะไร จะเสร็จเมื่อไร? และทีมเรากำลังทำอะไร และมุ่งเป้าไปที่ไหน?

การทำแบบนี้ช่วยได้มาก จากที่เคยทำช่วง Rakuten อยู่ครับ

#TARADGroup #Communication #StandupMeeting @ TARAD.com HQ

Written by pawoot

2018/12/06 at 9:13 AM

ให้ต้นไม้แทนพวงหลีด.!

leave a comment »

ผมเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยชอบมอบพวงหลีดให้เวลามีงานศพ ผมมักจะมอบต้นไม้ให้แทน เพราะพวงหลีด เราต้องไปตัดดอกไม้ออกมา แล้วพวงหลีดมันก็อยู่ได้แค่ไม่กี่วันเท่านั้น แต่ต้นไม้ที่เรามอบให้ หากเค้าเอาไปปลูกต่อ มันจะอยู่กับเค้าตลอดไป ลองเอาปรับใช้กันดูนะครับ

ข้างล่างนี้เป็นข้อความส่งให้กับงานศพของคุณยายของน้องทีม TARAD ครับ

“เอาต้นไม้นี้ไปปลูกต่อเป็นตัวแทนความเคารพของชาว TARAD ต่อยายเธอของเธอนะ พวงหลีดมันอยู่แค่ชั่วคราว แต่ต้นไม้ เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”

เพราะเราห่วงใยคุณ.! ลดน้ำตาลซะ

leave a comment »

ตู้น้ำดื่มที่ TARAD Group เรียงจากปริมาณน้ำตาลน้อยจะอยู่ในตำแหน่งที่หยิบง่าย (บนสุด) และน้ำตาลมากจะหยิบยาก (อยู่ล่างสุด)

เพราะเราห่วงใยสุขภาพครับ จะทานน้ำตาลมันต้องยากๆ หน่อยเว้ยยยย ฮ่าๆๆ

#TARADGroup @ TARAD.com HQ

Written by pawoot

2018/11/14 at 9:19 AM

เทคนิคการเพิ่มยอดขาย กับการอุดรูรั่วของถัง.!

leave a comment »

วันนี้คุยเรื่องนี้และพูดหลายครั้งใน Town Hall ของ TARAD Group เกี่ยวกับการเพิ่มยอดการเติบโตขององค์กร

หลายคนมักคิดว่าการสร้างยอดขายให้องค์กรเป็นหน้าที่ของทีม Sale หรือ Marketing เพียงอย่างเดียว.! แต่หากเรามาดูดีๆ การสร้างยอดขายเกิดจาก

  1. รายได้จากลูกค้าใหม่
  2. รายได้จากลูกค้าเก่า ที่ซื้อซ้ำ
  • ซึ่งผมมองว่า การเกิดรายได้จากลูกค้าใหม่แน่นอนเกิดจากทีม Sale และ Marketing แต่ถ้าองค์กรไหนมีแต่ลูกค้าใหม่เข้ามา แต่ไม่สามารถรักษาลูกค้าเก่าไว้ได้ ก็จะเหมือนกับการเติมน้ำเข้าถังที่มีรูรั่ว เติมเท่าไรก็ไม่เต็มซักที
  • ดังนั้นนอกเหนือจากการสร้างลูกค้าใหม่แล้ว การรักษาและสร้างรายได้จากลูกค้าเก่าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับองค์กร โดยการทำให้ลูกค้าอยู่กับเราไปนานๆ มันจะทำให้เกิดการซื้อซ้ำ มันไม่เป็นหน้าที่ของฝ่ายขาย หรือฝ่ายการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กรที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย เช่น ทีมบริการลูกค้า customer support, ทีมออกแบบ Design, ทีมพัฒนา Product & Service, ทีมบัญชี, ทีม HR, ทีมผู้บริหาร หรือแม้ไปจนถึงแม่บ้านที่ดูแลความสะอาด

    .

    ทำไมทุกคนถึงมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วยกับยอดขาย?

    • ถ้าทีมบริการลูกค้า Customer Support ตอบคำถามลูกค้าไม่ดี ตอบไม่รู้เรื่อง ลูกค้ารู้สึกแย่ รู้สึกว่าช่วยเหลือเค้าไม่ได้ เค้าคงไม่อยากใช้บริการขององค์กรนั้นต่อ
    • ถ้าทีมออกแบบ Design ออกแบบงาน ออกแบบสื่อโฆษณา ไม่รู้เรื่อง ไม่สวย ไม่น่าประทับใจ ลูกค้าก็คงไม่อยากใช้บริการสินค้าหรือบริการที่หน้าตาห่วยๆ แน่ๆ
    • ถ้าทีมพัฒนา Product & Service พัฒนาสินค้าและบริการออกมาห่วย ใช้แล้วมีปัญหา ลูกค้าที่ไหนจะอยากใช้บริการต่อ
    • ถ้าทีมบัญชี ทำเอกสารบัญชีผิดพลาด ช้า ไม่ตอบสนองลูกค้าได้อย่างทันท่วงที ลูกค้าคงไม่อยากใช้บริการเช่นกัน
    • ถ้าทีม HR หรือฝ่ายบุคคล หาคนเข้ามาร่วมองค์กรได้คนไม่ดี หรือไม่ได้มีการฝึกฝนอบรมทีมงานในองค์กรให้เก่งมากขึ้น องค์กรนั้นจะเดินหน้าไปได้ยังไง? องค์กรนั้นจะให้บริการลูกค้าได้ดีได้อย่างไร?
    • รวมไปถึงแม่บ้านที่ทำความสะอาด หากแม่บ้านไม่ดูแลออฟฟิศสำนักงานให้สะอาด เข้ามาแล้วสกปรก ไม่น่ามอง รกไปหมด ลูกค้าที่เข้ามาก็คงไม่ปรับใจองค์กรนั้นแน่ๆ
    • โดยเฉพาะผู้บริหาร เจ้าของกิจการ ที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้น

    .

    ดังนั้นทุกคนในองค์กรต้องมองให้ออกว่า “ตัวเราเองและทุกฝ่าย” มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเติบโต ยอดขายขององค์กรอย่างแน่แท้ และหากทุกคนในองค์กร รู้ว่าตัวเองมีส่วนร่วมกับการเติบโตขององค์กร ดังนั้นเมื่อทีมฝ่ายขาย ทีมการตลาดหาลูกค้าใหม่ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และทีมอื่นๆ ก็ทำงานหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด “มองลูกค้าเป็นที่ตั้ง” ไม่ได้มองแต่หน้าที่ของตัวเอง มันก็จะเหมือนกับเราเติมน้ำใส่ถังน้ำที่ไม่มีรูรั่ว เติมแล้วก็จะเต็มได้เร็วมาก จงรำลึกไว้เสมอว่า……

    .

    “เราทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการทำให้องค์กรเติบโต”

    .

    และเช่นเดียวกับ ผู้บริหารและหัวหน้า ควรมีการมอนิเตอร์ตัวเลขจำนวนลูกค้าปัจจุบันที่ใช้งานอยู่ (Current Customer), ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) และจำนวนการยกเลิกการใช้งาน (Chern Rate) ของลูกค้า และควรมีทีมที่เกี่ยวข้องดูแลตัวเลขนี้อย่างใกล้ชิด นำมันมาเป็น KPI หรือ OKR ของทีมคุณ องค์กรคุณด้วย จะยิ่งช่วยป้องกันทำให้น้ำไหลรั่วออกนอกถังได้ดีขึ้น

    .

    .

    %d bloggers like this: