Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

Archive for April 2014

มาเป็นวิทยากรงาน Asia Conference on Social Media, Social Commerce and Mobile Marketing for Insurance 2014 ที่สิงค์โปร์

with one comment

ช่วงวันที่ 8-9 เมษ 2014  ผมได้รับเชิญมาเป็นวิทยากรของาน Asia Conference on Social Media, Social Commerce and Mobile Marketing for Insurance 2014 ได้พูด 2 sessions แหนะ งานนี้ผมได้ให้เค้าเชิญ Marcus Foon เค้าเป็นเพื่อนผม เจอที่ GBG Malaysia และชวนมาทำธุรกิจ Zocial inc ในประเทศมาเลเซีย

Screen Shot 2014-04-09 at 1.14.23 AM

Written by pawoot

2014/04/09 at 12:36 AM

“มองข้ามในสิ่งที่เป็น มุ่งในสิ่งที่ไป”

leave a comment »

หลายคนชอบสร้างข้อจำกัดและเหตุให้ตัวเอง ในการไปพุ่งไปข้างหน้า หรือไปที่สิ่งอยากเป็น เลยแค่อยากบอกว่า

“มองข้ามในสิ่งที่เป็น มุ่งในสิ่งที่ไป”

ชอบคำนี้อะ เลยขอนำมา blog ไว้ซักหน่อยนะ

Written by pawoot

2014/04/07 at 1:18 PM

ทางรอดของธุรกิจกงสี

leave a comment »

ข้อมูลน่าสนใจมาก ของธุรกิจกงสี ป๊าผมแชร์มาทาง Line เหมาะสำหรับคนที่มีธุรกิจครอบครัว

» ทางรอดของ`ธุรกิจกงสี´ …โดย CEO แห่ง CP ALL

สิ่งที่คนรุ่น “อาเสี่ย” ประหวั่นพรั่นพรึงที่สุดก็คือ กลัวว่าธุรกิจที่ตกทอดมาถึงมือตน จะคงทนถาวรต่อไปได้สักกี่น้ำ เพราะมีคำกล่าวมายาวนานว่าธุรกิจครอบครัว แค่ 3 ชั่วคนก็จะล่มสลาย

ธุรกิจครอบครัวในเมืองไทย ส่วนใหญ่จะอยู่ในมือของคนจีน จึงมีคำเรียกเป็นภาษาจีนว่า “ธุรกิจกงสี” ผมขอวิเคราะห์โดยแบ่งธุรกิจกงสีออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ…

1. ธุรกิจกงสีแบบดั้งเดิม
2. ธุรกิจกงสีแบบใหม่

ธุรกิจกงสีแบบดั้งเดิม มักจะมีอากงเป็นเถ้าแก่ใหญ่ และสมาชิกในครอบครัวทุกคนมีส่วนร่วมในการผลิต หรือการซื้อขาย

รายได้จากผลประกอบการทั้งหมดจะรวมใส่ไว้ในกองกลาง ค่าใช้จ่ายจิปาถะทั้งส่วนรวมและส่วนตัวของแต่ละคน ก็จะหยิบออกจากเงินกองกลางนี้

ถ้าสมาชิกครอบครัวยังน้อย ปัญหาก็น้อยตาม แต่ถ้ามีสมาชิกมากขึ้น บางครอบครัวอาจนับได้เป็นร้อยคน ปัญหาก็จะสะสมพอกพูนเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่เกิดจาก “สมาชิกที่มาภายหลัง” ได้แก่ บรรดา “อาซ้อ” หรือ สะใภ้ทั้งหลายที่ไม่มีความผูกพันกับคนในตระกูลคนอื่น ๆ นอกจากสามีตัวเอง

จึงไม่ค่อยมีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน แถมยังคอยอิจฉาริษยาและยุยงสามีของตนว่า เป็นผู้ที่ถูกญาติพี่น้องเอาเปรียบ ทำงานเหนื่อยแทบตาย แต่ได้ผลตอบแทนไม่ยุติธรรม

เมื่อสิ้นบุญอากง รอยปริร้าวเหล่านี้ก็จะทวีความรุนแรงจนถึงขั้นปริแตกออกจากกัน พี่น้องแยกไปทำธุรกิจประเภทเดียวกัน กลายมาเป็นคู่แข่งคู่แค้น เข่นฆ่ากันเอง องค์กรจึงอ่อนแอรอวันล่มสลาย

::::::::::::::::::

ธุรกิจกงสีแบบใหม่ เล็งเห็นปัญหาของระบบกงสีแบบเก่า จึงจัดโครงสร้างอย่างเป็นระบบมากกว่า โดยจดทะเบียนเป็นบริษัท และแบ่งสัดส่วนของหุ้นให้กับสมาชิกในครอบครัวอย่างชัดเจน

บางตระกูลที่มีศักยภาพเพียงพอ ก็จะแตกธุรกิจออกเป็นหลายบริษัทโดยให้สมาชิกในครอบครัวทุกคนถือหุ้นไขว้กันในทุกบริษัท

แต่จะมีคนใดคนหนึ่ง ซึ่งมีความสามารถในธุรกิจนั้น เป็นผู้ถือหุ้นมากกว่าผู้อื่น เพื่อจะได้มีอำนาจตัดสินใจอย่างเต็มที่ และได้รับผลตอบแทนมากกว่า สมกับที่ทุ่มเทเวลาและสติปัญญาบริหารงาน

วิธีนี้ คนที่มีความสามารถก็จะได้เป็นใหญ่ในแต่ละบริษัท โดยที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนก็ยังคงมีผลประโยชน์ร่วมกัน ในบริษัทที่ญาติพี่น้องคนอื่นดูแล ทำให้ไม่รู้สึกได้เปรียบเสียเปรียบกันมากนัก ก่อให้เกิดความรักความสามัคคี ดีกว่าระบบกงสีแบบเก่า

ระบบกงสีแบบใหม่ยังเปิดให้เพื่อน ๆ ของพ่อบางคน ที่มีประสบการณ์สูงหรือมี “คอนเน็กชั่น” กว้างขวางมาร่วมหุ้นด้วย เพื่อช่วยให้กิจการเจริญเติบโตยิ่งขึ้น

และเมื่อถึงเวลาอันสมควร บริษัทเหล่านี้ก็มีสิทธิ์ที่จะแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน สมัครเข้าเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์กระจายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ทำให้บริษัทมีฐานเงินทุนที่เข้มแข็งสามารถแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติอื่น ๆได้

::::::::::::::::::

ไม่ว่าจะเป็นระบบกงสีแบบเก่าหรือใหม่ ปัจจัยชี้ขาดอนาคตก็คือ “คน”

ต้องดูว่าคนที่บริหารกิจการได้ผ่านร้อนผ่านหนาว บ่มเพาะประสบการณ์ทำงาน และประสบการณ์ชีวิตไว้มากน้อยเพียงใด

โดยปกติ สมาชิกรุ่นแรกที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจนเป็นปึกแผ่น จะมีความมานะบากบั่น พากเพียรพยายามอย่างเต็มเปี่ยม

สมาชิกรุ่นที่สอง ก็ยังมีโอกาสเห็นพ่อทำงานหนัก และอาจต้องลงมือร่วมกันทำงานช่วยสร้างกิจการ จึงยังคงมีจิตวิญญาณนักสู้อยู่กับตัว

ในขณะที่…สมาชิกรุ่นสาม มักจะเกิดและเติบโตมาในสภาพที่คาบช้อนเงินช้อนทองออกมา ไม่มีโอกาสเห็นความทุกข์ยากลำบากของรุ่นอากงหรือรุ่นเตี่ย

แม้จะได้ฝึกหัดทำงานบ้าง ก็ไม่เคยลิ้มรสชาติของการถูกกดขี่ข่มเหง เพราะมีคนเกรงใจมากมาย ทำให้ไม่รู้จักชีวิตที่แท้จริง รู้จักแต่ชีวิตในโรงเรียน เพราะเรียนต่อเนื่องตั้งแต่เด็กจนจบปริญญาโทหรือปริญญาเอก

เมื่อจบมาทางตระกูลอาจจะให้สมาชิกรุ่นสามเริ่มทำงานในตำแหน่งต่ำสุด แต่ก็เลื่อนตำแหน่งเร็วเหมือนติดจรวด ไม่ได้ผ่านการประเมินผลแบบเข้มงวดจริงจังเหมือนพนักงานทั่วไป

สมาชิกรุ่นนี้จึงไม่มีความแข็งแกร่งเท่ารุ่นปู่ รุ่นพ่อ รักความสนุก สะดวกสบาย ไม่ค่อยเอาการเอางาน ทำให้ไม่รู้งานจริง มักถูกหลอกจากคนใกล้ชิดที่ประจบสอพลอ ธุรกิจของตระกูลจึงเริ่มต้นเข้าสู่บทอวสาน

::::::::::::::::::

ตรงกันข้ามกับทางยุโรป ในประเทศเนเธอร์แลนด์ มีกลุ่มธุรกิจใหญ่ของตระกูล ซึ่งสืบทอดกันมาถึงรุ่นที่ 9 แล้ว

หนำซ้ำยังเคยติดอันดับบริษัทยักษ์ใหญ่ลำดับที่ 23 ของโลก ในต้นทศวรรษ 90

และผมโชคดีมีโอกาสไปจิบกาแฟกับทายาทรุ่นล่าสุดของเขาขณะที่มาเที่ยวอยู่ในประเทศจีน ผมอยากสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเลี้ยงกาแฟเศรษฐีใหญ่ของโลกสักหน่อย เสียดายที่ถูกเพื่อนฝูงตัดหน้าชิงจ่ายเงินไปก่อน

จากการสนทนา ทำให้ได้ความรู้ว่า ในตระกูลของเขาจะคัดเลือกผู้ที่มีอำนาจสูงสุด ในการดูแลธุรกิจเพียงคนเดียวในแต่ละรุ่น และให้มีสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ ที่เก่งกาจเข้าร่วมบริหารให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการบริหารงาน

ส่วนพี่น้องคนอื่น ๆ ก็จะดำรงสถานะเป็นผู้ถือหุ้นคอยรับเงินปันผล แต่จะไปประกอบอาชีพอื่นตามที่ตนเองถนัด เช่น บางคนไปเป็นหมอ บางคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย บางคนเป็นศิลปิน ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการซื้อขายหุ้นกันเองในหมู่ญาติพี่น้อง ตามราคาที่สมัครใจด้วยกันทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย หุ้นใหญ่ก็มักอยู่ในมือของผู้มีอำนาจในการบริหารบริษัท

สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำก็คือ เขามอบหมายภาระรับผิดชอบให้แก่ผู้ที่มีศักยภาพ และความสามารถสูงสุด ไม่ได้มอบหมายให้เฉพาะลูกชายคนโต ตามธรรมเนียมจีนโบราณ

:::::::::::::::::::

สำหรับในประเทศไทย ผมมีข้อเสนอว่า ควรจะประยุกต์วิธีการบางอย่างของเขามาใช้ และควรให้สมาชิกรุ่นที่สาม ได้มีโอกาสทำงานในบริษัทอื่น เหมือนพนักงานทั่ว ๆ ไปไม่น้อยกว่า 5 ปี แล้วจึงให้กลับมาช่วยพ่อแม่

และควรแยกกิจการให้แต่ละคนรับผิดชอบไปอย่างเต็มที่ ถ้าใครบริหารไม่ดีก็ต้องยอมยุบบริษัทนั้นทิ้ง ไม่ใช่เก็บไว้คอยถ่วงทั้งหมดให้ทรุดลง

การที่จะรู้ว่าใครบริหารดีหรือไม่อย่างไร ก็ต้องจัดระบบบริหาร และบัญชีการเงินให้โปร่งใส ผู้ถือหุ้นทุกคนสามารถตรวจสอบได้ว่าหมกเม็ดหรือเปล่า ทำให้เรามีบริษัทที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง ไม่ใช่ข้างนอกสุกใสข้างในหนอนเจาะจนพรุนไปหมด

เราควรจะใจกว้าง แยกให้ออกระหว่าง “ตระกูล” กับ “กิจการ” ความผูกพันในสายเลือดเป็นเรื่องหนึ่ง แต่กิจการหรือบริษัทเป็นอีก “นิติบุคคล” หนึ่ง ซึ่งแยกออกไปจากตระกูล

คนในตระกูลต้องมีฝีมือที่ดีพอ จึงจะรับผิดชอบดูแลได้ แต่ถ้าฝีมือไม่ถึงก็ต้องยอมรับสภาพเป็นเพียงผู้ถือหุ้นให้โอกาสคนดีมีฝีมือบริหารอย่างเต็มที่ จึงจะเกิดผลดีกับทุกฝ่าย

บางครั้งก็ต้องชั่งใจให้ดี ว่าจะเลือกเป็นอะไร…ระหว่างการเป็นผู้ถือหุ้นที่ราคาหุ้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ้มรับเงินปันผลก้อนงาม ๆ อย่างสม่ำเสมอ

กับ…

การได้ชื่อว่าเป็น…เจ้าของกิจการหรือเป็นผู้บริหารที่บริษัทกำลังสาละวันเตี้ยลง !!

::::::::::::::::::

Credit : ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ – CP ALL Blog

Written by pawoot

2014/04/07 at 1:18 PM

“ยอดขายทางออนไลน์ มากกว่าหน้าร้านค้าแล้ว” ความภูมิใจของพวกเรา

with one comment

ได้มีโอกาสได้คุยกับ ผู้ประกอบการท่านนึงในงานแถลงข่าว Online Beauty ของ Rakuten TARAD.com และสัมภาษณ์ว่า รู้สึกยังไงบ้างกับการเข้ามาค้าขายกับทาง Rakuten TARAD.com ผมตื่นเต้นมากๆ ที่เค้าบอกว่า “น่าตกใจมาก ตอนนี้ยอดขายทางออนไลน์ มากกว่าทางหน้าร้านค้าจริงๆเค้าแล่้ว” (เค้ามีหน้าร้านอยู่ที่สยามสแควร์)

สิ่งที่เราทำอยู่ในวันนี้ เป็นการพัฒนาประเทศเราไปข้างหน้าครับ

นี้แหละครับ คือความภูมิใจ และเป้าหมายของพวกเราชาว Rakuten TARAD.com ครับ พวกเราทำงานหนักเพื่อสิ่งนี้ครับ

“เมื่อร้านค้าแข็งแรง ธุรกิจท้องถิ่นแข็งแรง สังคมก็จะแข็งแรง นั้นหมายถึง ประเทศเราก็แข็งแรงด้วยเช่นกันครับ”

และทางเจ้าของร้านได้พูดขอบคุณ พวกเราชาว Rakuten TARAD.com ด้วยครับ คำพูดของคุณจะเป็นกำลังใจให้พวกเราครับ

ปล. เป็นครั้งแรกที่ลองทำ Caption ตัวอักษรแปลด้านล่างด้วยตัวเอง ยากว่ะ อาจจะแปลห่วยๆ แต่ก็เร่งๆ ทำนะครับต้องขออภัยในความไม่สมบูรณ์ครับ

 

 

Written by pawoot

2014/04/01 at 12:09 PM

มึงหมาไม่แดก.. มึงกระจอกไง มึงไม่ต้องมาคิดเหี้ยอะไร.!

with one comment

ชอบคำของ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มากๆ เห็นเพื่อนแชร์ไว้ใน Facebook ขอก๊อปเอาไว้เตือนใจตัวเอง และคนที่คิดว่าตัวเองทำไมไม่ก้าวหน้าซักที?​ คำตอบชัดเจนครับ

“เพราะมึง หมาไม่แดก มึงกระจอกไงครับ มึงไม่ต้องคิดเหี้ยอะไร” (หรือโทษใครหรอก.. อันนี้ขอเติม)

หลากคนมักไม่ก้าวหน้า ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ มักโทษคนนู้น โทษคนนี้ โทษฟ้า โทษโชคชะตา… แต่ทำไม ไม่เคยโทษตัวเองที่กระจอกบ้างละครับ?   หากเรายอมรับว่าเรากระจอก เราห่วย เราก็จะสามารถหาทางปรับปรุงตัวเองให้ เรียนรู้และเติบโตไปข้างหน้าได้ แต่หากเรายังคงโทษคนอื่นโทษคนรอบข้าง โทษโชคชะตา คุณก็จะไม่มีวันรู้สึกตัว สำนึกตัว และปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ….. ดังนั้น หากเราห่วย จงยอมรับมันซะ และทำให้มันดีขึ้น

“มันอยู่ที่ใจมึง ใจมึงสูง มึงก็รอด ใจมึงกระจอก มึงก็จน.!”

ชัดเจนนะ

1795761_10152307068019324_250538209_n

Written by pawoot

2014/04/01 at 1:07 AM

%d bloggers like this: