Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

17-18/11/06 ออกธุดงค์ในป่าหุบใหญ่

leave a comment »

17-18/11/06 ออกธุดงค์ในป่าหุบใหญ่

2 วันนี้เป็นวันที่เปิดประสบการณ์ใหม่ของชีวิตที่ได้มีโอกาสไป “ออกธุดงค์” ในป่าจริงๆ บรรยกาศน่ากลัว เหนื่อย สนุก และมีธรรมะแฟงอยู่ด้วย บรรยกาศและประสบการณ์แบบนี้คงไม่สามารถมีได้อีกแล้วในชีวิตนี้ของอาตมา…..

ศุกร์ที่ 17/11/06

วันนี้ผมตื่นมาทำวัตรเช้า ตอนตี 3 หลังจากนั้นก็ไปออกบิณบาตร โดยวันนี้กลับไปที่สาย ท่าเตียน เพราะเท้าหายเจ็บดีแล้ว หลังจากนั้นก็มาฉันอาหารเช้า หลังจากฉันเสร็จ ท่านอาจารย์หนูพรม ก็บอกว่า คนที่จะไปธุดงค์หุบใหญ่ ให้มาเจอกันที่หน้าหอฉัน เวลา 9.45 เพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
ผมก็รีบไปเก็บข้าวของสัมภาระ ซี่งก็มี เครื่องหม (จีวร, สบง, สังฏัคติ, อังษะ) กลด , เสื่อ แก้วน้ำ, ไฟฉาย, เทียน, หนังสือ และย่าม และทางวัดได้เตรียมอาหาร พระรูปละ 1 ชุด โดยมี บะหมี่กี่งสำเร็จรูป, น้ำแพ็กใหญ่ (ที่หุบใหญ่ไม่มีน้ำเลย) ขนมนิดหน่อย โดยหลังจาก นำของทุกอย่างใส่ย่ามก็ขนขี้นรถกระบะของวัด เตรียมออกเดินทาง โดยคณะที่ไปธุดงค์ทั้งหมดประกอบไปด้วย พระอาจารย์หนูพรม (หัวหน้าคณะ) ท่านหมู, ท่านพิเชษฐ, ท่านต้อ, ท่านอำนวย, ท่านอู่, ผม, เณรตาม, เณรราชัน และมี ผ้าขาวโต และ บัวลอย คนนำทางและคนคอยดูแล
DSC03866
ภาพ อาหารที่เตรียมเอาไว้
DSC03867
ภาพ แต่งตัวเตรียมตัวออกเดินทาง
DSC03871
ภาพ ถ่ายรวมก่อนออกเดินทาง
DSC03872
ภาพ นั่งหลังรถกระบะ

โยมวินขับออกไปส่งพวกเรา แต่ขับไปยังไม่ออกไปถีงถนนใหญ่ ท่านอุ่ ก็บอกว่า ลืมสังฏัคติ ท่านอู่ เป็นพระใหม่ ที่เพิ่งบวชไปเมื่อวานนี้เอง อ.หนูพรมเลยให้วนกลับไปเอาที่วัด เหตุที่ต้องกลับไปเอา เพราะตามพระวินัยพระจะต้องครอง ผ้าสามผืน (จีวร, สบง, สังฏัคติ) ไว้เวลาข้ามคืนก่อนเช้าทุกๆ วันหากใครไม่มีผ้า 3 ผืนนี้เวลาเช้าจะผิดวินัยพระ ในขณะที่ขับรถกลับไปทีวัดอีกรอบ พวกเราที่นั่งหลังกระบะ ก็ได้กลิ่นเหม็นๆ จากล้อรถ พอไปถีงที่วัด พอรถจอด ก็มีควันขโมงออกมาจากล้อ เพราะว่า รถคันนี้เก่ามากๆ แล้วและทุกของน้ำหนักเยอะเกินจน รถไปกดกับล้อทำให้วิ่งไปไว้แล้ว จีงต้องรอเปลี่ยนรถ แต่ก็ไม่มีรถเหลือแล้วที่วัด มีเหลือคันเดียวคือ “รถอีแต๋น” พวกเราบรรดาพระก็เลยต้องขนของขี้น รถอีแต๋น ของวัดปุเรงๆ ออกไป

DSC03875
ภาพ ยางรถกระบะ ควันขี้นเลย
DSC03889
ภาพ นี้แหละ พาหนะคันใหม่ของพวกเรา อีแต๋น

จริงๆ แล้ว หุบใหญ่ อยู่ติดกับวัดเลย (วัดนี้มีพื้นที่ 1500 ไร่) แต่หากเดินทางทางออกไปทางหลังวัดจะต้องเดินข้ามภูเขา สูงและชันมากๆ โยมวินก็เลยขับ อีแต๋น อ้อมออกไปทางเข้าอีกทาง โดยอ้อมออกถนนใหญ่ และเข้าไปทาง อุทยานแห่งชาติใกล้ ลุยเข้าไปในไร่ถั่วเขียว และจอดให้พวกเราลง เดินเท้าเปล่า พร้อมนำข้าวของสัมภาระ ลุยเข้าป่าไปต่อ

DSC03890
ภาพ รถอีแต๋นพาเราฝ่าไร่ถั่วเขียวเข้ามา

ข้าวของมีเยอะมาก แต่สิ่งหนี่งที่ดูเป็นของที่จะขาดไม่ได้เลยคือน้ำ และดูเป็นอุปสรรค์มาก เพราะ น้ำมีน้ำหนักเยอะมาก พระแต่ละรูปต้องแบกน้ำเข้าไปคนละ 4 ขวด และมีน้ำส่วนกลางอีกนิดหน่อย เพราะ ใน หุบใหญ่ เป็นหุบเขา ไม่มีลำธารหรือแหล่งน้ำให้ดื่มได้เลย ดังนั้นการแบกน้ำไปกันเอง จีงเป็นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เส้นทางการเดินทางไปหุบใหญ่ เริ่มต้นจากเราจะต้องไปที่ตีนเขา และปีนข้ามภูเขาไป 2 ลูกเพื่อเข้าไปที่หุบ ตอนแรกๆ ก็คิดว่าเส็นทางจะเป็นทางราบๆ เดินง่ายๆ แต่พอไปเห็นจริงๆ โอ้วว แม่เจ้า มันช่างลำบากมากๆเลยเพราะพวกเรา (พระ) ไม่มีกางเกงขายาว, เสื้อแขนยาว, รองเท้าหุ้มส้น  แต่สบง (นุ่งเหมือนผ้าขาวม้าแทนกางเกง และไม่ใส่กางเกงในด้วย) และเสื้ออังษะตัวบางๆ อีกตัว (ปิดตัวก็ไม่มิด) รองเท้าก็รองเท้าแตะ แทบจะไม่เหมาะเลย ในการเดินป่า แต่พวกเราก็ลุย

ผมแบกสัมภาระของผม พร้อมกับแบกน้ำไปอีก 6 ขวด (หนักมาก) พร้อมกับสะพายกลด (คล้ายกับล่ม)  + เสื่อเดินเข้าไปในป่า พวกเรา 11 ชีวิตเดินผ่านก่อฝากสูงท่วมหัว เพื่อเข้าไปที่ตีนเขา ในระหว่างลุยไปต้องฝ่าดง ต้นไมยราพ ซี่งเป็นไม้เลื้อยมีหนาม เต็มไปหมด กว่าจะเดินผ่านมาได้ ก็ทุลักทุเล และดันเจอต้นนี้ เยอะมาก ในระหว่างทางที่เดินฝ่าไปที่ตีนเขา หนามไมยราพ เกี่ยวและข่วน หน้า แขน ขา หน้าแข้งพวกเราซะไม่มีเหลือเลย เดินไปก็ร้องโอ๊ก อ๊ากด้วยความเจ็บ

DSC03891
ภาพ ลุยเข้าไปในพงป่า ตีนเขา ไมยราพอยู่ในดงนี้แหละ.!

พอผ่านดงไมยราพไป เราก็เข้าเขตป่าไผ่ ซี่งเป็นตีนเขาพอดี พวกเราก็หยุดพักหาทางขี้นเขา ต้องบอกก่อนว่า ป่าที่เราไป ไม่ใช่ป่าที่คนทั่วไปเค้าไปเที่ยวกัน มันเป็นป่าจริงๆ ไม่มีคนไปกัน ดังนั้นเส้นทางหรือทางเดินต่างๆ ต้องอาศัยความชำนาญและประสพการณ์อย่างมาก ไม่อย่างนั้นหลงแน่ๆ ในระหว่างที่ให้ บัวลอย คนนำทาง หาทาง พวกเราก็เริ่มจัดสิ่งของสัมภาระ อ.หนูพรมสอนให้รู้ว่า จีวรและเครื่องนุ่งห่มของพระสามารถ นำมาปรับเปลี่ยนสภาพให้สามารถกลายเป็น เครืองมือในการช่วยแบบสัมภาระได้อย่างง่ายมากขี้น เพราะจะให้พระไปแบกเป้หรือถือกระเป๋าเดินทาง Samsonite คงจะดูตลกดีแน่ๆ ดังนั้นอุปกรณ์ในการใส่สิ่งของหรือสัมภาระ จีงเป็นกระเป๋าง่ายๆ สีเหลือหรือสีน้ำตาล หรือใช้เครืองนุ่งห่มของพระ มาเปลี่ยนเป็นเครื่องมือช่วยใส่สัมภาระ

เราใช้จีวร มัดเป็นปมใหญ่ๆ 2 ปมและนำมาแขวนคอ และนำย่ามที่แบกของหนัก ๆ มาห้อยไว้กับปมอย่างละข้าง ปมใหญ่จะช่วยรับน้ำหนักแทนแขนของเรา และยังช่วยล๊อกไม่ให้ย่ามหลุดออกไปได้ง่ายด้วย และนอกจากนี้ยังสามารถ นำสบง มาห่อสัมภาระ แล้วมัดเป็นปม 2 ด้านคลุมของเอาไว้ และนำมาผูกไว้กับตัว ทำเป็นเหมือนกับเป้เทห์ๆ ได้ดีเลยทีเดียว และก็สะพายกลดและเสื่อไว้ข้างหลัง สิ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาของพระธุดงค์ในแต่ครั้งโบราณกาล ที่สืบทอดมาทุกวันนี้

DSC03892
ภาพ ท่านพิเชษฐกับการนำจีวรมาเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์แบกสัมภาระ

การเดินทางขี้นเขาเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะต้องถือน้ำ 6 ขวด (1 แพ็กใหญ่) ขี้นไปด้วย พร้อมกับสัมภาระทั้งหมด ทำให้การเดินยิ่งยากลำบาก เพราะทางขี้นเขาเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ และทางบางช่วงก็ชันมากๆ ต้องปีนป่ายกันน่าดู คนที่ดูจะลำบากมากที่สุด และตกใจมากที่สุด เมื่อได้มาเห็นเส้นทางการเดินทางจริงๆ คือ ท่านอำนวย เพราะท่านอำนวน อายุ 50 กว่าแล้ว เมื่อมาเจอเส้นทางแบบนี้ จีงเป็นสิ่งที่ลำบากสำหรับท่านมากๆ

การเดินแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเดินนำไปก่อน และกลุ่มหลังค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ รอๆ กันไป ผมรออยู่กลุ่มหลัง เดินไปพักไปเป็นช่วงๆ เหงือไหลต่างน้ำ ชุ่มเต็มสบง ไปหมด สาเหตุหนี่งที่ทำให้เราเหนื่อยคือ อากาศที่ค่อนข้างร้อน เพราะเราออกเดินทางตอนเกือบเที่ยงพอดี ระหว่างทางเดินในป่า เราเจอต้นไม้ขนาดใหญ่มากๆ อายุน่าจะเกิน 100 ปี นับว่าที่นี่เป็นป่าที่สมบูรณ์อีกแห่งหนี่งของเมืองไทยเลยทีเดียว

DSC03898
ภาพ ต้นไม่อายุกว่า 100 ปีกลางป่า

เราปีนลงมาจากภูเขาลูกสุดท้ายก่อนเจอทางราบเข้าสู่หุบ และเดินทางราบต่อไปอีกซักพัก เพื่อไปที่พักริมหุบ โดยที่นี้มีเป็นตีนหน้าผา มีหินงอกหินย้อย และมีถ้ำตื้นๆ ให้พอเข้าไปพักอาศัยได้ พวกเราเลือกที่จะพักที่นี่ ก่อนที่จะนำสัมภาระทั้งหมดวางเอาไว้ และเริ่มหาที่ทางในการ ปักกลด ที่พักของแต่ละคน

เราใช้เวลาเดินเท้าประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ มาถีงที่หุบใหญ่แห่งนี้ ท่านอำนวยมาถีงก็นอนพักหลับไปเลย เพราะด้วยความเหนื่อยล้าตลอดการเดินทาง บัวลอย พรานป่าของเราก็เริ่มออกไปหาฟืน และจุดไฟต้มน้ำสำหรับพระในการต้มดื่มกิน สิ่งที่ลำบากสำหรับพระเวลาออกธุดงค์คือ ในวินัยพระ 227 จะมีบางข้อที่บอกว่า พระจะไม่สามารถ เด็ดหรือตัดต้นไม้ได้เลย (เพราะมันมีชีวิต), ห้ามขุดดิน (เพราะในดินอาจจะมีสัตว์), ห้ามจุดไฟเพราะต้องการความอบอุ่น, ห้อมราดน้ำลงดิน (เพราะในนั้นอาจจะมีสัตว์อยู่) เอาง่ายๆ คือแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย ดังนั้น ในการธุดงค์ครั้งนี้จีงเป็นเรื่องลำบากมาก หากมากันแต่เฉพาะพระ การนำสามเณร ซี่งถือศีลเพียงแค่ 10 ข้อและการพาโยมมาด้วย จีงเป็นอีกทางหนี่งที่จะมาช่วยทำให้พระดำรงชีวิตในป่าได้สะดวกและง่ายมากขี้นโดยที่ไม่อาบัติผิดศีล

DSC03904
ภาพ พื้นที่ๆ พวกเลือกเป็นที่พัก ใต้ตีนผา

พวกเราเดินกระจายในพื้นที่ หาที่ปักกลด บางคนก็เลือกปักกลดในถ้ำ บางคนก็เลือกปักกลดไว้ ในป่า สำหรับผม เลือกปักกลดไว้ในป่า ใต้ต้นไม้ใหญ่มากๆ เพราะเป็นที่ราบ และโดยรอบก็มี อ.หนูพรม. ท่านอู่ และสามเณร ราชัน ก็ปักกลดอยู่ใกล้ๆ

วิธีการปักกลด
เกิดมาในชีวิตก็เพิ่งจะเคยปักกลดครั้งแรกก็ครั้งนี้แหละครับ การปักกลดจะต้องมีสายที่มาห้อยหรือคล้องกลดเอาไว้ให้ลอยเหนือพื้นเอาไว้ โดยผมเลือกที่จะขีงเชือกระหว่างต้นไม้สองต้น และก็นำกลดไปแขวนเอาไว้ หลังจากนั้นก็นำมุ้ง มาครอบกลดไว้อีกทีนีง โดยปูเสื่อไว้ใต้กลด สำหรับนั่งสมาธิ และนอนพัก ส่วนใหญ่เวลากลางคืน เค้าจะนำมุ้งมาสอดไว้ใต้เสื่อ เอาไว้เพื่อป้องกัน แมลงหรืองู เข้ามาในกลดได้ หลังจากปักกลดเสร็จก็กลับไปรวมที่ก่อไฟ
DSC03924
ภาพ พื้นที่โล่ง เตียนเหมาะสำหรับปักกลด
DSC03925
ภาพ กลดที่กางเรียบร้อยแล้ว
DSC03926
ภาพ อาตมากับกลดที่จะนอนคืนนี้
DSC03928
ภาพ อาจารย์ หนูพรม กับกลดของท่าน
DSC03931
ภาพ ท่านหมู กางกลดไว้ในถ้ำ
DSC03949
ภาพ ท่านอู่ กับกลดของท่าน
DSC03936
ภาพ พื้นที่ส่วนกลาง ที่จุดไฟเอาไว้
DSC03945
ภาพ ท่านอำนวย อ่านหนังสือธรรมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
DSC03951
ภาพ แสงแดดที่ส่องผ่านป่าลงมาพื้นดิน

หลังจากมารวมกันแล้ว อ. หนูพรม ก็พาพวกเราไปเดินป่า โดยรอบ เพื่อดูป่าและความสมบูรณ์ของพื้นที เราเดินฝ่าป่าไป เจอพันธุ์ไม้มากมาย ท่านหมูเจอ ต้นหวายหลายเถา เลยตั้งใจจะตัดมาทำฐานรองบาตรพระ และทำไม้กวาดในวัด แต่ก็จะมาให้โยมบัวลอยตัดในวันพรุ่งนี้ก่อนกลับ เราเดินไปทะลุภูเขาหิน และไปเจอ ต้นไม้ใหญมากๆ อีกหลายต้นในระหว่างทางที่เดินไป อายุต้นไม้นี้ไม่แพ้ต้นที่เจอตอนระหว่างมา รากของมันแผ่ใหญ่และสูงมาก และสักพักพวกเราก็เดินกลับไปที่พัก และกลับไปยังที่กลดของตน และกลับมาเจอกันอีกทีตอน 1 ทุ่มเพื่อสวดมนต์ ทำวัตรเย็นกันกลางป่า

DSC03959
ภาพ รวมคณะที่ไปทั้งหมด หน้าที่พัก
DSC03984
ภาพ ถ่ายกับต้นไม้ใหญ่ที่เจอตอนออกไปเดินสำรวจรอบๆ ป่า

พวกเราทำวัตรเย็นในถ้ำ ซี่งฟ้ามืดหมดแล้ว มืดมากๆ แต่ก็ยังมีแสงเทียนที่พวกเราจุดเอาไว้ ในบทสวดวันนี้ อ.หนูพรม เลือกบทสวดสำหรับ เข้ามาอยู่ในป่าด้วย เพื่อแจ้งต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในป่าแห่งนี้ ก่อนจะนั่งล้อมวงกันสนทนาธรรมกันต่อ บรรยกาศมืดเย็น เว้งว้างเลยทีเดียว หลังจากสนทนาธรรมกันเสร็จ ก็แยกย้ายกันกลับไปทีกลด เพือนั่งสมาธิกันต่อ ผมเดินกลับมา จุดเทียนรอบกลด และโรยผงตะไคร้หอม ที่โยมเอ็มซื้อมาถวาย รอบๆ กลดเพื่อกันยุง มด แมลงเข้ามาที่กลด ต้องขออนุโมทนาโยมเอ็มมากๆ ที่ช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องของ ต่างๆของอาตมาในการมาบวชครั้งนี้ ของทุกอย่างอาตมาได้ใช้ทุกๆ อย่างในการดำรงชีวิตแต่ละวันของการเป็นพระจริงๆ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดลบันดาลให้โยมเอ็มมีความสุขมากๆ และหายจากอาการแพ้สิ่งของต่างๆ รอบๆ ตัวด้วย (โยมเอ็มถวาย คาราไมลด์ ของตัวเองมาด้วยเพราะบอกว่า ทำบุญด้วย คาราไมลด์ ต่อไปจะได้ไม่แพ้อะไรง่ายๆ แล้ว)

DSC04011
ภาพ ทำวัตรเย็น สวดมนต์หน้าถ้ำ
DSC03998
ภาพ กลดของอาตมาในช่วงค่ำคืน

ผมเข้ากลดพร้อมกับจุดเทียนในกลดอีกหนี่งแท่งไว้ภายในเพื่ออ่านหนังสือ แต่ต้องระวังมากๆ เพราะว่ามุ้งที่คลุมกลดเอาไว้เป็นผ้ามุ้งซี่งไวไฟ มาก และกลดก็ค่อนข้างแคบพอดีตัว หากไม่ระวัง ไฟจากเทียนอาจจะลุกติดกับมุ้งที่คลอบกลดอยู่ ซี่งถ้าเป็นอย่างนั้น คงจะนีกสภาพตัวเองไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร คืนนั้นผมนั่งอ่านหนังสือเรื่อง “ทักทายกันด้วยรอยยิ้ม” ของคุณดนัย จันทร์เจ้าฉายผมรู้จักชือคุณดนัยมานานแล้ว คุณดนัยเป็น MD ของบริษัท Organizer เจ้าใหญแห่งหนี่งในตลาดโฆษณาบ้านเรา ซี่งจากรูปแบบบริษัทประเภทนี้ คนในบริษัทเหล่านี้มักจะคนที่ทันสมัย Trendy creative คิดอะไรใหม่ๆ แต่ คุณดนัย กลับเป็นคนที่ไฝ่ธรรมะ มีความรู้ด้านธรรมะเยอะมาก และเขียนหนังสือด้านธรรมะหลายเล่มแล้ว ดังนั้นหนังสือแต่ละเล่มของคุณ ดนัย จีงเป็นหนังสือธรรมะ ที่อ่านง่าย ทันสมัย เหมาะสำหรับคนทำงาน หรือทำธุรกิจ เพราะเป็นการนำ ธรรมะ มาประยุกต์กับธุรกิจได้อย่างลงตัว ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ของคุณดนัย ก็แอบคิดตามอยู่หลายๆ เรื่องที่น่าสนใจเลยทีเดียว เช่น ทำอย่างไร….. ถีงจะได้บุญ? คุณ ดนัย ว่าไว้ว่า การทำบุญไม่จำเป็นจะต้องเข้าวัดวา หรือบริจาคทำบุญ บริจาคเงินทองข้าวของสิ่งของมากมายก่ายกอง เพราะตามหลักพระพุทธศาสนา

DSC04002
ภาพ จุดเที่ยนอ่านหนังสือธรรมในกลด

การทำบุญมีด้วยกัน 10 วิธี เรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุ 10”

  1. ให้ทาน – การแบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ เพื่อขัดเกลาความเห็นแก่ตัวของตน (ส่วนใหญ่รู้จักแค่วิธีนี้)
  2. รักษาศีล – เป็นการฝีก ลดละ ความชั่ว มุ่งทำดี เอื้อเฟื้อเพื่อแผ่แก่ผู้อื่น
  3. เจริญภาวนา – เป็นภารภาวนาเพื่อพัฒนาจิตใจให้สงบ ไม่มีกิเลส
  4. อ่อนน้อมถ่อมตน – อ่อนน้อมถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่ มีความเมตตาให้ผู้น้อย ให้เกียรติแก่คนรอบข้าง
  5. ช่วยเหลือสังคมรอบๆ – เป็นการเสียสละแรงกายเพื่องานส่วนรวมด้วยความเต็มใจ
  6. การให้ส่วนบุญกับคนอื่นๆ – ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนความดีให้ผู้อื่น
  7. อนุโมทนาส่วนบุญ – เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา
  8. ฟังธรรม – เป็นการบ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว
  9. แสดงธรรม – ให้ธรรมะและข้อคิดที่ดีกับผู้อื่น ให้เค้าได้รู้จักและรู้จักการดำเนินชีวิตที่ดี
  10. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม – มีการปรับทิฐิ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็นให้ถูกต้องตามธรรม
นี้เป็นเพียงบางส่วนที่ผมได้จากหนังสือเล่มนี้ โดยผมนั่งอ่านหนังสือเล่มนี้ ด้วยแสงเทียนภายใน กลด จนหมดไปครี่งเล่ม จากนั้นก็เริ่มนั่งสมาธิ เจริญสมาธิแบบ อานาปานสติ โดยฝีกไปที่ขั้นที่ 3 โดยเป็นการกำหนด และรู้ซี่งลมหายใจของเราเอง โดยเพ่งที่เฉพาะลมหายใจ โดยเพิ่งที่จุดเริ่มของลมหายใจ และจุดสุดของลมหายใจ หลังจากนั้นก็กำหนดจิต จับไว้กับ “ลมหายใจ” ของเราในทุกๆ ครั้งที่จุดเริ่ม และจุดสุดของลมหายใจ บนปลายจมูก ผมได้อ่านหนังสือ “คู่มือเบื้องต้น อานาปานสติ” ของท่านมิตซูโอะ คเวสโก เจ้าอาวาสวัดนี้และได้นำมาปฏิบัติหลายวันแล้ว และเริ่มสามารถ นั่งสมาธิได้นานมากขี้น มีสมาธิกับลมหายใจมากขี้น โดยเฉพาะในคืนนี้ ที่ผมนั่งอยู่ในกลด ท่ามกลางป่าเขาเวิ้งว้างเพียงคนเดียว ที่อย่างเงียบสงัดหมด มีแค่เพียงเสียงของจริ้งหรีด เรไรร้องประสานคลอไปเสียงของต้นไม้ที่ไหวไปมาภายในป่าแห่งนี้ “สมาธิเกิดขี้นมาได้อย่างไม่อยากนัก”

หลังจากนั่งสมาธิผมก็นอน ลักษณะการนอนในกลด อาจจะเป็นเรื่องลำบากสำหรับผม เพราะผม “ตัวยาว” ยาวเกินกลด ดังนั้นหากจะนอนคดทั้งคืนคงจะดูเมื่อยมากๆ แน่ๆ ผมก็เลยใช้วิธีนอนเฉียงๆ เอาสามารถนอนได้ แต่เนื่องจากการนอนกลางป่าในเดือนพฤศจิกายน ต้นฤดูหนาวแบบนี้ คงจะหนาวแน่ๆ ผ้าห่มก็ไม่ได้นำมา วิธีการที่พระส่วนใหญ่ใช้คือ ใช้ จีวรและสังฏัคติ ซ้อนกันจะได้ผ้าที่หนา นำมาห่มนอนได้ความอบอุ่นดีแล คืนนี้ผมนอนอย่างลำบากพอใช้ได้เพราะว่าเสื่อที่ปู ปูอยู่บนพื้นที่ตะปุ่มตะปั่ม ทำให้การนอนลำบาก และตอนดีกๆ น้ำค้าง ก็เริ่มตกลงมา ถีงแม้ว่าจะมีกลดกางเอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถกันน้ำค้างได้ ทำให้จีวรที่ห่มคลุม มีความชื้นของน้ำค้าง และเกิดความหนาวเย็นตามมา ซี่งก็นอนบิดตัวไปมา เป็นช่วงๆ ในคืนนี้ ต้องขอบคุณ โยมเอ็มอีกครั้งที่ซื้อ “เทียน” มาให้ผม โยมเค้าซื้อเทียนแบบที่ใช้สำหรับตั้งบนโต๊ะสวยๆ เป็นเกลียวๆ สีแดงแป๊ด มาให้พระใช้ ซี่งผมก็เอาใช้จดในป่า “เหมาะกันมาก เข้ากันดี” กับบรรยกาศในคืนนี้ แต่เมื่อจุดเทียนเกลียวสวยสุดเดิ้นนี้ กับเทียนสีเหลืองของวัดที่นำมา ในขนาดที่เท่าๆ กัน ปรากฏว่าเทียนเกลียวสุดเดิ้นนี้ สามารถจุดให้แสงสว่างได้นานมาก ผมจุดตั้งแต่ 3 ทุ่มกว่าตื่นมาเกือบ ตี 1 ตี 2 เทียนนี้ก็ยังไม่หมด ซี่งหันไปดูเทียนอื่น หมดไปเรียบร้อยแล้ว….

DSC04004
ภาพ เทียนเกลียวสุดเดิ้น.! ของโยมเอ็ม
DSC04025
ภาพ อาตมากับกลด ก่อนนอน

เสาร์ที่ 18/11/06

เช้านี้ผมตื่นขี้นมาตอนตี 4 กว่าเพราะได้ยินเสียงเคาะ เรียกเพื่อมาทำวัตรตอนเช้า ร่วมกันที่หน้าเชิงผา ผมออกมาจากกลด เดินผ่านไปทาง กลดของท่านหมู ท่านหมูบอกว่า ยังไม่ตี 5 เลยก็เลยนั่งทานน้ำชาอยู่ที่ กลดท่านหมูก่อน กลดท่านหมูตั้งอยู่ที่ถ้ำเชิงผาอีกด้าน น่าอยูมาก พอถีงตี 5 พวกเราก็เดินไปรวมกัน นั่งสมาธิร่วมกัน อากาศเย็นและเงียบสงัดจริงๆ และทำวัตรเช้าในเวลาต่อมา เราทำวัตรกันเสร็จตอน 6 โมงกว่าซี่งตอนนั้น ท้องฟ้ายังมืดอยู่เลย พวกเราก็แยกย้ายกลับไปที่กลด ผมกลับไป จุดเทียนอ่านหนังสือต่อ จนเวลา 7 โมง ก็เก็บกลดและข้าวของสัมภาระทั้งหมด มารวมกันที่กองไฟหน้าถ้ำ เพื่อฉันอาหารเช้า ซี่งก็คือ บะหมี่กี่งสำเร็จรูป ที่ได้เตรียมเอาไว้ ในระหว่านฉันอาหารเช้า โยมบัวลอย บอกว่าหลังจากลงเขาไปแล้วจะ ถวายอาหารเพล เป็นก๋วยเตี๋ยวของบ้านแม่ของโยมบัวลอย โยมบัวลอยช่างเป็นคนที่มีน้ำใจมาก ใจบุญ และเป็นคนที่พี่งพาได้สำหรับพระทุกๆ รูปในวัด

DSC04026
ภาพ ท่านอู่เดินถือเทียนมาแต่เช้า
DSC04030
ภาพ บัวลอยต้มน้ำให้พระ
DSC04035
ภาพ นั่งฉันอาหารเช้าร่วมกัน

หลังจากฉันอาหารเสร็จ พวกเราก็เก็บกวาดพื้นที่บริเวณนั้นให้กลับสู่สภาพเดิมมากที่สุด ขยะบางส่วนที่เผาได้ก็เผา บางส่วนที่เผาไม่ได้พวกเราก็เก็บกลับออกมา เพื่อพยายามรักษาธรรมชาติบริเวณนั้นให้ดูสมบูรณ์เหมือนเดิมที่สุด ส่วนท่านหมูก็พาโยมบัวลอย และผ้าขาวโต ออกไปเอา หวายเพื่อกลับมาใช้ที่วัด พอท่านหมูกลับมา พวกเราก็พร้อมออกเดินทางกลับสู่วัด โดยใช้เส้นทางเดิม เลาะป่าเขาไปเรื่อยๆ แต่การเดินทางคราวนี้จะสะดวกกว่าขามา เพราะท่านหมู ตัดไม้หวายมาเป็นไม้เท้าให้กับพระทุกรูป สำหรับพยุงตัว เวลาเดินบนภูเขา ซี่งสะดวก และช่วยได้มากเวลาในการทรงตัวเดินบนทางลาดชัน เพราะจะช่วยกระจายน้ำหนัก และทรงตัวให้ดีมากๆ พวกเราใช้การเดินกลับผ่านภูเขา 2 ลูกเร็วกว่าขามาเยอะมาก โดยใช้เวลาเพียง 45 นาทีเท่านั้น อาจจะเป็นเพราะ ไม่ได้แบกสำภาระหนักๆ เหมือนขามา เช่น น้ำ และอาหารแต่ขากลับก็ต้องเดินผ่าน ดงต้นไมยราพที่มีหนามแหลมคมเหมือนเดิม เราเดินมาถีงตีนภูเขา และเดินทะลุออกมาผ่านไรถั่วเขียว มารอรถของวัดที่ริมถนนในป่า ในระหว่างรอ ท่านอำนวยก็ผล่อยหลับไปอีก ธุดงค์ครั้งนี้ คงจะเป็นการเดินทางที่หนักและน่าจะจำของท่านอำนวยและทุกๆคนในคณะนี้ไปอีกนาน ซี่งรวมถีงตัวของอาตมาด้วย

DSC04044
ภาพ ถ่ายร่วมกันก่อนกลับ พร้อมสัมภาระ
DSC04045
ภาพ อาตมากับสัมภาระและไม้เท้า
DSC04049
ภาพ อาจารย์หนูพรม เดินนำออกมาจากหุบเขา
DSC04050
ภาพ ท่านพิเชษฐกับหุบใหญ่ (ด้านหลัง) ที่พวกเราเข้าไปอยู่เมื่อคืน
DSC04054
ภาพ ท่านอำนวยนอนหมดสภาพ

ซักพักรถของวัดก็มารับ และก็พาพวกเราไปแวะที่ร้านก๋วยเตี๋ยวของบ้านแม่ของโยม บัวลอย มีก๋วยเตี๋ยวเนื้อ หมู น้ำตกถวาย และ ข้าวหมูกระเพาะอีกท่านละจาน พระทุกรูปชื่นชอบกับอาหารมื้อนี้มาก ต่างก็พากันซื้งในน้ำใจของโยมบัวลอย ที่อาจจะไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร แต่ก็มีจิตใจที่เป็นบุญกุศล ถวายอาหารให้กับพระทุกๆ รูปอย่างเต็มใจ ขอให้บุญกุศลที่โยมบัวลอย ทำให้กับพระทุกๆ รูปจงดลบันดาลให้โยมบัวลอยและครอบครัวจงมีความสุขคิดสิ่งใดก็ได้ดั่งสมปรารถนาด้วยเทอญ หลังจากนั้นพวกเราก็นั่งรถกระบะกลับวัด และก็แยกย้ายกันกับกุฏิ ส่วนอาตมาก็กลับมาที่กุฏิพร้อมกับ รีบซักจีวรและผ้าอื่นๆ ทันที เพราะวันนี้แดดแรงดี ซักจีวรน่าจะแห้งได้เร็ว หลังจากนั้นก็มาบันทีกการเดินทางที่ไปธุดงค์มาว่าเป็นอย่างไร

DSC04057
ภาพ ฉันอาหารที่บ้านของโยมบัวลอย
DSC04058
ภาพ ลงจากรถกลับถีงวัดโดยปลอดภัย

การธุดงค์ใน 2 วันนี้ ช่วยทำให้อาตมาเข้าใจในมุมมองของพระธุดงค์ ว่ามีการใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ในการเดินทางค้างแรมในป่า ในเขา ซี่งมีโอกาสน้อยมากสำหรับพระทั่วไป ที่บวชกันในเมืองจะมีโอกาสเช่นนี้ รวมถีงการรู้จักทำสมาธิ ในสิ่งแวดล้อมที่เงียบสงบ ที่จิตของเรา ปรุงแต่ง สิ่งหน้ากลัวต่างๆ มากมายออกมา ทำให้เราเกิดความกลัว เมื่อตอนเราอยู่ท่ามกลางป่าเขา แต่จริงๆ แล้วทั้งหมดมันอยู่ที่จิต ของเราเอง และการถือศีลที่พระที่นี้ปฏิบัติกันอย่างเคร่งในทุกๆ ข้อของวินัยสงฆ์ ทั้งในวัด และนอกวัด ทั้งในยามที่ลำบาก ศีลก็เป็นสิ่งหนี่งที่พระที่นี้ให้ความเคารพและยีดถือปฏิบัติตาม

พอ 3 โมงอาตมาก็ไปทำกิจวัตร โดยไปล้างห้องน้ำหน้าหอฉัน และก็ไปฉันน้ำปานะต่อ ตอน 4 โมง ในขณะที่ฉันน้ำอยู่ โยมวิท (พนักงานในวัด) ก็เดินมาบอกว่ามีโยมมาหา ก็เลยเดินไปดู ก็งงๆ ว่าใครมาหา? แต่พอไปเจอก็ปรากฏว่าเป็นโยมเอ็มมา ขับมาคนเดียวมาจากกรุงเทพฯ มาถีง 4 โมงกว่า ใช้เวลาขับ 3 ชั่วโมงกว่า จริงๆ ไม่อยากให้ขับมาคนเดียว เพราะว่า เส้นทางระหว่าง ตัวเมืองกาญจน์ มาที่วัดนี้ค่อนข้างเปลี่ยว และไม่ค่อยมีรถวิ่งเท่าไร แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว อาตมาก็ดีใจ เพราะมีคนมาเยี่ยม และยิ่งเป็นโยมเอ็ม

โยมเอ็มนำเครื่องดื่มมาถวาย เป็นพวกน้ำปานะ ที่พระสามารถฉันได้ เวลาเย็น โยมเอ็มบอกว่า อ่านบันทีกชีวิตประจำวันของอาตมา ทำให้รู้ว่าในแต่ละวันพระที่นี่ มีการดำเนินชีวิตอย่างไรบ้าง? โดยนำของมาถวายกับหลวงพ่อ อาจารย์ มิตซีโอะ และก็นั่งคุยกับโยมอยู่ซักครู่ การนั่งคุยกับโยมที่เป็นสีกา วินัยพระบอกว่า ต้องห้ามอยู่กับสีกา 2 ต่อสองในที่ “ลับหู” คือพูดแล้วไม่มีคนได้ยิน และ “ลับตา” คือไม่มีคนเห็น อาตมาเลยนั่งคุยกับโยม ตรงทีต้อนรับแขกของวัดที่มีคนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา นั่งคุยกันซักพัก โยมเอ็มก็กลับไป พร้อมกับบอกว่า พรุ่งนี้จะนำอาหารมาถวายตอนเช้า

อาตมากลับมาและไปทำวัตรตอนเย็น และหลังจากนั้นก็มานั่งเตรียมงานเรื่องเว็บไซต์ให้กับทางวัด เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่วัดนี้ ทำแต่งาน Graphic ที่ทิ้งไปนานและไม่ค่อยถนัดเท่าไร แต่อาทิตย์หน้า อาตมาตั้งใจว่าจะย้ายวัดกลับไปที่ วัดท่าเรือ เพื่อเตรียมตัว สีก ที่นั้น เพราะเค้าบอกว่ากันว่า หากบวชวัดไหน ก็ควรกลับไปสีกที่วัดนั้น ให้พระที่บวชให้เค้าได้รู้และรับทราบ ดังนั้นอาตมาจะมีเวลาอยู่วัดนี้อีก 1 อาทิตย์เท่านั้น คืนนั้นอาตมา email ไปขอทางเว็บไซต์ Truehits.net เพื่อขอใช้บริการการนับสถิติคนเข้าเว็บไซต์ ให้กับทางวัด เพราะทาง Truehits.net มีนโยบายให้บริการฟรี สำหรับองค์กร และหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร และเป็นช่วงเดียวกับที่ทาง มูลนิธิมายา โคตยามี ของทางวัดที่กรุงเทพได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับ เว็บไซต์และ Hosting ของทางวัดที่ใช้อยู่ปัจจุบันมา คืนนี้อาตมาเลยได้เข้าไปดูข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บ และเริ่มวางแผนการทำเว็บไซต์ให้กับทางวัด ในขณะเดียวกัน เณรตามก็นั่งทำงานออกแบบปฏิทินให้กับทางวัดอยู่ข้างๆ พอถีง 4 ทุ่มกว่า ก็แยกย้ายกันไปนอน ก่อนนอน อาตมาสวดมนต์ และเจริญสมาธิอานาปนสิติ และนอน พอหัวถีงหมอนเท่านั้นก็หลับทันที เพราะด้วยความอ่อนเพลียจากการ ออกธุดงค์เมื่อวานและวันนี้

7
9
5

Written by pawoot

2006/11/17 at 11:37 PM

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s