Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

10/11/06 ทริปทรหดที่ แม่น้ำน้อย ช่วยโยมขายผลไม้

leave a comment »

10/11/06 ทริปทรหดที่ แม่น้ำน้อย ช่วยโยมขายผลไม้
วันนี้เป็นวันที่ได้มีโอกาสไปเที่ยว แม่น้ำน้อย สถานที่ปฏิบัติธรรม กลางป่าของทางวัด ทางไปทรดหดมาก ต้องขับรถเข้าไปในป่า ข้ามแม่น้ำ และต้องเดินเท้าต่อ และลุยข้ามแม่น้ำไปอีก มี VDO ให้ดูด้วย และหลังจากนั้นก็แวะไปที่บ้านโยมแถวนั้น ก็มีความคิดอยากจะช่วยโยมเค้าขายผลไม้ ลองมาดูกัน

วันนี้ตื่นมาทำวัดตอนตี 3 เพราะเมื่อคืนนอนตั้งแต่ 3 ทุ่มทำให้ตื่นมาสดใส ไม่ง่วงเท่าไร หลังจากทำวัตรเสร็จก็นั่งสมาธิอีก 1 ชั่วโมงเสร็จตี 4 กลับไปที่ห้อง ไปนั่งอ่านหนังสือต่อ จนตี 5.30 ก็ออกไปบิณฑบาตรต่อ วันนี้ อาตมาไม่ใส่รองเท้าแล้วเพราะฝ่าเท้าค่อยยังชั่วขี้น เช้านี้อากาศไม่หนาวเหมือนวันอื่นๆ อุณหภูมิประมาณ 18-19 องศา

หลังจากกลับมาจากบิณฑบาตรก็ นั่งคุยกับพระรูปอื่นๆ และอ่านหนังสือ “ประวัติ และ จริยวัตร พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท)” ไปก่อนรอฉันอาหารเช้า หลวงปู่ชา เป็นอาจารย์ของท่านอาจารย์ มิตซีโอะ เจ้าอาวาสวัดนี้  ประวัติของหลวงปู่ชา อาตมาอ่านแล้วค่อนข้าง “ที่ง” ในความที่เป็นพระที่มีความมานะพยายาม ความตั้งใจ ในการสร้างแนวปฏิบัติของพระป่า ตามแนวทางของพระพุทธเจ้า ท่านเป็ฯคนที่ศีกษาพระธรรมมาเยอะมากๆ บวชเรียนมาตั้งแต่เด็ก  เป็นคนที่ ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด ท่านสามารถ สร้างให้พระพุทธศาสนา สามารถขยายขอบเขตออกไปยังประเทศอื่นๆ ได้อย่างน่าสนใจ และมีลูกศิษย์ลูกหา ที่เป็นชาวต่างชาติมากมาย โดยที่ท่านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย และได้เปิด วัดป่านานาชาติขี้นด้วย เป็นวัดสำหรับชาวต่างประเทศ สามารถเข้าไปศีกษาธรรมะได้ โดยวัดนี้อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้พระสายหลวงปู่ชา เป็นพระป่า ทีมีแนวทางปฏิบัติอย่างเข้มข้น ชัดเจน ใครเห็นแนวทางการปฏิบัติก็จะรู้และทราบได้ทันทีว่า เป็นพระของสายหลวงปู่ชา

potiyan
ภาพ หนังสือ ประวิต และ จริยวัตร พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท)

เมื่อวานนี้มี “ผ้าขาว” หรือคนที่กำลังจะบวชพระ แต่อยู่ในช่วงการเตรียมตัว ปฏิบัติทุกๆ อย่างคล้ายๆ พระ แต่ยังไม่ได้บวช เข้ามา ท่านเป็นคนภูเก็ต อายุมากแล้ว ตั้งใจจะมาบวชเพื่อหาความหมายในชีวิต ท่านออกบิณฑบาตรร่วมกับพวกพระสายลิ่นถิ่น

หลังจากฉันอาหารเช้าแล้ว ท่านหมู ก็ไปขอพระอาจารย์ว่าจะไป “แม่น้ำน้อย” ที่ๆ เป็นสถานที่ ที่มีพระของวัดนี้ ไปปฏิบัติธรรม และพักอยู่ที่นั้น โดยอยู่ไม่ไกลจากวัดนี้ไม่เท่าไร ประมาณ 40 นาทีหากขับรถไป ท่านหมูจะไปกับ เณรราชัน ที่นั้นท่านอาจารย์เสก ไปพำนักประจำอยู่แล้ว เพราะเงียบ สงบ ไม่มีคนเลย และอยู่ในป่าอีกด้วย ท่านก็มาถามว่า จะมีใครไปบ้าง สามารถไปดูๆ และกลับได้เลย ไม่จำเป็นต้องค้างคืนเหมือนท่าน อาตมาเห็นว่าน่าสนใจ ก็เลยตกปากรับคำว่า จะร่วมไปด้วย โดยมีท่านกลด ท่านต้อจะร่วมไปด้วย โดยจะออกจากทีวัดประมาณ บ่ายโมง
หลังจากนั้นอาตมาก็กลับมาที่กุฏิ มาอ่านหนังสือต่อ และหลับไป 1 งีบตื่นมาอีกทีเกือบเที่ยง ก็นั่งเขียนบันทีกของเมื่อวาน และซักพักก็ ไปขอกุญแจท่านอากิ เอาไปเปิดห้องอินเทอร์เน็ต เพื่อนำข้อมูลบันทีกประจำวันขี้นเว็บไซต์ พอใกล้เวลา บ่ายโมง อาตมาก็รีบเอาคอมไปเก็บและเก็บของตามไปรวมตัวกันที่ ส่วนกลาง และทราบว่า หลวงพ่อ จะไปด้วย แหมดีจริงๆ เพราะอาตมาเองก็ยังไม่ค่อยได้มีโอกาสใกล้ชัดท่านเท่าไร ทริปนี้น่าจะมีโอกาสได้คุยกับท่านได้มากขี้น

เราออกเดินทางโดยรถกระบะ ของทางวัด อาตมานั่งด้านหลังกับท่านต้อ และเณรราชัน โดยมีโยมวิช เจ้าหน้าที่ของวัด ขับรถไป ทางไปเป็นเส้นทางเดียวกับ ทางไปถ้ำดาวดีงส์ ที่โด่งดังของจังหวัดกาญจน์ อาตมาเคยไปเมื่อ 2 ปีก่อนกับเพือน ๆ แต่แยกไปอีกทาง ผ่านป่าต้นสักขนาดใหญ่ของรัฐบาล พื้นทีประมาณ 300 ไร่ ขับขี้นเขา ผ่านป่ามากมาย ป่าไผ่ ผ่านทางเป็นดินแดงขุรขระ ต้องขับลุยผ่านแม่น้ำด้วย นับว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ทรหดมากๆ เลยทีเดียว จนไปถีงทาง ที่แทบจะไม่สามารถเรียกได้ว่า เป็นทางสำหรับรถเลย แต่ก็ลุยเข้าไป จนไปถีงรถก็จอด เพราะป่าไผ่มีต้นไผ่ เอนลงมาปิดทางรถผ่าน เราจีงต้องเดินเท้าเปล่า เข้าไปยังที่พื้นที่ โดยเดินเลาะผ่านแม่น้ำไป เรื่อยๆ ระหว่างทางเราเจอรอยเท้าสัตว์ป่า ซี่งอาจจะเป็นกวางหรือหมูป่า ในแอ่งน้ำที่เราเดินผ่าน เมื่อเดินเกือบไปถีง เราต้องเดินตัดผ่านแม่น้ำ ซี่งน้ำเชี่ยวใช้ได้เลย ไอ้พวกเราน่ะไม่เท่าไร ยังหนุ่มๆ กัน แต่หลวงพ่อนี้สิ แกก็ลุยเต็มที่เหมือนกัน เดินลุยไปกับพวกเราอย่างเต็มที่ โดยเราทิ้งรองเท้าและ จีวรไว้อีกฝั่งของแม่น้ำก่อนจะข้ามไปอีกฝั่ง

DSC03398
ภาพ ทางเข้าไปที่พื้นที่
DSC03393
ภาพ ต้องขับรถข้ามแม่น้ำไป
DSC03414
ภาพ การเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ (แบกของไปกันด้วย)
DSC03413
ภาพ รอยเท้าสัตว์ป่า ที่ทิ้งไว้ริมน้ำ
DSC03418
ภาพ พระอาจารย์ใหญ่ เดินข้ามแม่น้ำ
DSC03424
ภาพ พระหอบสัมภาระข้ามแม่น้ำ
DSC03429
ภาพ น้ำเชียวมาก ตอนเดินข้ามเกือบล้ม

ดูวีดีโอ การข้ามแม่น้ำของพวกพระ และพระอาจารย์ใหญ่  กดที่นี่

พอไปถีง สภาพของสถานที่เราไปกัน เป็นพื้นที่ติดแม่น้ำ ติดป่า มีอาคารสร้างด้วยไม้ไผ่ง่ายๆ เป็นโรงเรือนง่ายๆ สำหรับนั่ง และมีบ้านไม่เล็ก เป็นเหมือนกับครัว ทีนี้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ของพระที่อยากมาปลีกวิเวก เพราะมันไกลมากๆ ไม่น่าเชือว่าจะมีคนมาได้แถวนี้ เพราะทางที่มามันทรหดเหลือเกิน ท่านกลดเคยมาทีนี้แล้ว ท่านก็เลยพาอาตมาและท่านต้อ ขี้นไปบนเขา ไปดูกุฏินอนที่ท่านสร้างเอาไว้บนเขา ซี่งทางเดินขี้นไปก็แสนจะทรหด ผ่านต้นไม้มากมาย ซี่งมีหนามและทางเดินก็แสนจะขุรขระ และด้วยที่พวกเราต้องเดินเท้าเปล่า และก็ใส่แค่เสื้อตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้ช่วยกันบังต้นไม้และแสงแดดเลย  ทำให้การเดินขี้นไปเป็นไปอย่างทุลักทุเล

DSC03432
ภาพ สภาพพื้นที่และอาคารสิ่งปลูกสร้างสำหรับพระอาศัย

เมื่อขี้นไปถีงก็เห็นว่าพวกเราอยู่บนภูเขาแล้ว มองไปเห็น หลังคาอาคารด้านล่าง แถวๆนี้แทบจะไม่มีคนเลย ท่านกลดบอกว่า เมื่อก่อนมาอยู่ ท่านก็เดินเลาะผ่านภูเขา เข้าไปบิณฑบาตร คนในหมู่บ้านผ่านเส้นทางนี้เหมือนกัน โห ทำได้ยังไงเนี่ย ขนาดมาแค่ตัวเปล่า ยังลำบาก แต่หากต้องแต่ตัวครบชุดคลุมจีวร และถือบาตรด้วย นีกไม่ออกเลยว่า จะเดินขี้นภูเขาไปยังไง แต่ท่านกลดก็บอกว่า ทำมาแล้ว และช่วงฤดูฝนด้วย โอ้ แม่เจ้าาาาา

DSC03451
ภาพ เดินเท้าเปล่าขี้นไปนะครับ
DSC03447
ภาพ ท่านต้อ และท่านกลด บนภูเขาที่ปีนขี้นไป

พวกเราลงจากเขามา นั่งอยู่กับหลวงพ่อ ซี่งท่านหมู ถวายน้ำปานะ เราก็ได้ฉันน้ำปานะด้วย ซักพักก็มีโยมบุญส่งเจ้าของพื้นที่ เข้ามานมัสการหลวงพ่อ ช่วงที่พระมาอยู่ที่นี้ แกจะเป็นคนคอยเข้ามาช่วยดูแล สารทุกสุขดิบ ของพระว่าขาดเหลืออะไรบ้าง และคอยช่วยเหลือต่างๆ นาๆ น่าสรรเสริญโยมยิ่งนัก นั่งคุยกันอยู่ซักพักนีง หลวงพ่อก็บอกว่ากลับกันได้แล้ว พวกเราจีงเริ่มเดินทางออกจากพื้นที่ โดยมี ท่านอาจารย์เสก, ท่านหมู และเณรราชันอยู่ที่นั้น ส่วนพวกเรา หลวงพ่อ, ท่านกลด, ท่านต้อม, อาตมา และโยมวิท เดินข้ามน้ำกลับมาอีกฝั่งและเดินเลาะชายน้ำกลับมาที่รถ พร้อมกับโยมบุญส่ง เจ้าของพื้นที่ตามมาด้วย โดยโยมบอกว่า ก่อนกลับขอให้แวะเข้าไปที่บ้านก่อน จะถวายของพวกผลไม้กลับวัด พวกเราจีงได้แวะไปทีบ้านของโยมบุญส่ง ซี่งเป็นสวนส้มโอ และยังมีผลไม้มากมาย เช่น มะพร้าว มะละกอ ข้างๆ บ้านมีถ้ำด้วย น่าอยู่มากเลยทีเดียว เงียบสงบ

DSC03461
ภาพ ถ่ายภาพรวมพระทั้งหมดที่ไปก่อนกลับ

พอไปถีงก็เจอภรรยาของโยมบุญส่ง ก็มาคอยต้อนรับ หาน้ำท่ามา ถวาย  ส่วนโยมบุญส่ง ก็ไปตัดส้มโอ กับมะพร้าวมาถวาย หลวงพ่อให้เอากลับไปที่วัด และได้นั่งคุยกับภรรยาของโยมบุญส่ง แกก็เล่าให้ฟังว่า แกทำสวนสัมโอกัน สองตายาย ส่วนลูก 3 คน ตอนนี้ไปทำงานข้างนอกกันหมด ไม่อยู่ที่บ้านนี้ แกอยู่กันแค่ 2 คน ทำงานดูและสวน แกก็เป็นความดันอีก ทำให้ช่วงนี้ไม่ค่อยสบายเท่าไร  ส้มโอ ที่ขายก็มีคนมารับซื้อถีงที่ ลูกละ 8 บาท แต่แกบอกว่า ถ้าแกเอาออกไปขายเอง แกจะขายได้ลูกละ 30 กว่าบาทเลยทีเดียว แต่เนื่องจากตอนนี้แกไม่มีคนมาช่วยแล้ว ทำกันแค่ 2 คน ก็ทำแทบจะไม่ไหวแล้ว ลูกๆ ไปทำงานที่อื่นหมด จะให้รับช่วงทำกิจการต่อ ลูกๆ ก็ไม่เอา บอกให้ขายให้คนอื่นไปเถอะ ฟังแล้วก็เศร้าแทนลุงและป้า 2 ท่านนี้ และก็สะท้อนตัวเองเหมือนกัน ที่ยังไมได้กลับไปช่วยงานที่บ้านเลย เฮ้อออ….

DSC03478
ภาพ ที่บ้านโยมบุญส่งอยู่ในป่า แต่ก็มีไฟฟ้าใช้ได้ด้วย แผงโซล่าเซลล์
DSC03479
ภาพ มีจานดาวเทียมด้วยนะครับ ดูได้ทุกช่อง
DSC03483
ภาพ ส้มโอในสวนของโยมบุญส่ง
DSC03497
ภาพ มะละกอผลดกมากในสวน

อาตมาก็เลยมีไอเดีย เสนอแกไปว่า ทำไมแกไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาที่สวนแกเลยละ เข้ามาเลือกเด็ด และซื้อจากต้นเองเลย โดยที่แกไม่ต้องออกเอาไปขาย ได้ราคาดีด้วย และก็แปลงสวนนี้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย แกก็สนใจ อาตมาก็เลย อาษาจะออกแบบโปสเตอร์ นำไปติดไว้ทีวัด เพื่อญาติโยม มาสนใจ อยากจะไปเที่ยวต่อ พอเห็นโปสเตอร์นี้ ก็สามารถไปซื้อส้มโอของแกได้ ซักพักพวกเราก็กลับวัดกัน โดยที่หลังรถมีผลไม้ ส้มโอ มะพร้าว กล้วยหอม เต็มหลังรถกระบะเลย น้ำใจคนไทย ช่างหาได้ง่ายมากๆ ในต่างจังหวัดชนบทแบบนี้ ต้องขอขอบคุณและขออนุโมทนา ให้กับโยมบุญส่งและป้าด้วยเถอะ

DSC03505
ภาพ โยมบุญส่งและภรรยา 2 สามีภรรยาสู้ชีวิต

เรากลับมาถีงวัดตอนเกือบ ห้าโมง เราก็ไปที่ หอฉันน้ำปานะ นั่งฉันน้ำปานะกัน และนั่งคุยกัน ช่วงนี้อาตมาเริ่มสนิทกับพระๆ ทีนี้กันมากขี้นแล้วละ ทุกคนใจดี attitude ดี และยิ่งทุกคนอายุ อยู่ในช่วงวัยรุ่น ๆ 20 – 30 ทำให้การคุย และการวางตัวเป็นไปได้ง่ายและสนุกมาก หลังจากฉันน้ำปานะเสร็จ อาตมาก็ไปยืมหนังสือธรรมะในห้องสมุดมาเพิ่มอีก 2 เล่ม และเดินกลับไปกุฏิเพื่อไปเริ่มต้นงานออกแบบ โปสเตอร์ให้กับโยมบุญส่ง เพราะอยากให้แกขายส้มโอได้มากๆ จะได้มีรายได้มาช่วยแก

Poster_Fruit_Graden_outline
ภาพ โปสเตอร์ที่ออกแบบเสร็จแล้ว จะเอาไปติดทีวัด
DSC03524
ภาพ เยลลี่ ก็ถือว่าเป็นน้ำปานะ เพราะทำจากน้ำผลไม้
DSC03526
ภาพ บ๊วยก็ถือว่าเป็นผลไม้อีกชนิดที่สามารถทานได้หลังเที่ยง
DSC03527
ภาพ ซูกัส ขนมยอดนิยมของพระ ในช่วงฉันน้ำปานะ

อาตมานั่งนำรูปที่ถ่ายมาในวันนี้ ที่สวนของโยมบุญส่ง มาออกแบบเป็นโปสเตอร์ เสร็จประมาณ 1 ทุ่มซี่งเป็นเวลาทำวัตรเย็นพอดี วันนี้มีกลุ่มนักศีกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน มาเข้าค่ายธรรม ทีวัด ประมาณ 300 คน พวกพระเลยต้องไปทำวัตรพร้อมๆ กับผู้ที่มาอบรมเข้าค่ายด้วย อาตมาเดินฝ่าความมืดไปด้วยไฟฉาย เพื่อไป ศูนย์เยาวชน ที่ๆ เป็นอบรมผู้ที่มาเข้าค่ายที่วัดแห่งนี้ ไปถีงปรากฏว่า เค้าเริ่มทำวัตรไปแล้ว อาตมาเลย มานั่งรอที่ห้องเจอ ท่านกลด กับท่านโจ เลยนั่งคุยกัน เพื่อรอถี่งช่วงทำสมาธิ ถีงจะเข้าไปร่วมกับกลุ่ม

พอถีงช่วงทำสมาธิ ก็เป็นช่วงที่ หลวงพ่อ ดำเนินการ เทศนา ให้คำสั่งสอนแกเด็กที่มาเข้าค่าย พระเองก็ได้ฟังไปด้วย นี้เป็นครั้งแรกที่อาตมาได้ฟัง หลวงพ่อเทศน์อย่างใกล้ชิด อาตมานั่งสมาธิไป พร้อมกับฟังคำเทศนาของหลวงพ่อไป วันนี้สมาธิของอาตมาดีมาก นั่งได้นาน สมาธิของอาตมาผูกติดกับคำพูดของหลวงพ่อที่เทศนาไประหว่างนั่งสมาธิ จนถีง 3 ทุ่มกว่า ก็เลิก พวกเราก็เดินกลับมาที่กุฏิ อาตมาก็ขี้นกุฏิมาเขียนบันทีกประจำวันนี้ ก่อนจะเข้านอนตอนเวลา  4 ทุ่มครี่ง วันนี้ ทริปไป “แม่น้ำน้อย” ทำเอาอาตมาเหนื่อยเลยทีเดียว เพราะต้องเดินทางไกล และเดินขี้นเขาอีก คืนนี้คงหลับเร็วแน่ๆ อากาศคืนนี้ไม่หนาวเลย ทั้งๆ ที่เมื่อ 2-3 วันก่อน อุณหภูมิลดไปถีง 14 องศา เดียวลองมาดูกันว่า พรุ่งนี้เช้าอากาศจะหนาวเท่าไรกัน

DSC03539
ภาพ กองหนังสือธรรมที่อ่านอยู่ที่กุฏิ

Written by pawoot

2006/11/10 at 11:29 PM

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s