Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

18 – 23/10/05 หนีงาน บุกแดนกิมจิ ตะลุยไทเป จุดเริ่มต้น “สมาคม e-Commerce”

leave a comment »

18 – 23/10/05 หนีงาน บุกแดนกิมจิ ตะลุยไทเป
ช่วงอาทิตย์นี้ เป็นอาทิตย์ที่ผมได้มีโอกาสไปประเทศ เกาหลี-ใต้หวัน ได้ไปเปิดหูเปิดตา ดูประเทศที่เรืองอำนาจทั้ง 2 ประเทศนี้ในเอเซียใต้ ว่าเค้ามีความเป็นอยู่อย่างไร ก็นับว่าได้อะไรหลายๆ อย่างๆ จาก Trip นี้เลยทีเดียว
18/10/05  ประชุมแหลก
วันนี้ตื่นขึ้นมาสาย เพราะเมื่อคืนกลับมาซะดึกเชียว วันนี้ผมมีประชุม Head ตอนเช้า แต่ต้องมาเก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินทางไปเกาหลี-ไต้หวัน (ทีบ้านผมได้เป้ามาอีกแล้ว ของ Honda)  ผมมักจะเก็บกระเป๋า ก่อนการเดินทางคืนนึง แต่เดียวนี้มักเก็บกระเป๋าก่อนเดินทางเช้านั้นเลย ทำให้ต้องมาลุกลี้ลุกลนทุกที  ผมไปประชุม Head ตอนเกือบ 11 โมง ประชุมถึงเที่ยงกว่า และต้องเตรียมส่งงานกับ Partner  กว่าจะเคลียร์งานเสร็จ ก็ต้องรีบไปประชุมของ ชมรม E-Commerce ที่กระทรวง ICT แจ้งวัฒนะ ตอน 3 โมง ซึ่งผมนั่งติดรถ แบ็ต (Senior Programmer)  เราเริ่มประชุมกันพร้อมหน้าพร้อมตากันหลายๆ คน ผมดูทุกคนที่มาร่วมทำงานด้วยกันที่ชมรมนี้ ดูมีไฟกับการทำงานมากเลย  โดยเฉพาะพี่วรวุฒิ OfficeMate ที่รับอาสา ดูแลโครงการหลายโครงการของชมรม รวมถึงการปรับเปลี่ยนจาก “ชมรม” เป็น “สมาคม” ซึ่งนับว่าทำงานกันอย่างรวดเร็วจริงๆ ในการประชุมครั้งนี้ ทาง รองปลัดกระทรวง ICT ท่าน ธนนุช ได้เข้ามาร่วมประชุมด้วย การประชุมวันนี้ได้อะไรหลายๆ อย่าง รวมถึงได้ Roadmap ของชมรมทั้งปี คร่าวๆ มาแล้ว เราประชุมกันเสร็จเกือบ 1 ทุ่ม เสร็จแล้วผมต้องกลับไป office ไปเอากระเป๋า แล้วนั่ง Taxi ไปที่งานแต่งของเพื่อนผมที่ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ แถวหลักสี่ ไปถึงงานเกือบ 2 ทุ่มผมเข้าไปที่งานพร้อมกับแบกกระเป๋าเดินทางไปด้วย เพราะหลังจากเสร็จงานผมต้องไปขึ้นเครื่องเพื่อไปเกาหลี ตอน 3 ทุ่มครึ่ง ผมไปเจอเพื่อนๆ ที่สถาปัตย์ รังสิตกันในงานแต่งนี้ ซึ่งเป็นงานแต่งของ ไอ้หยุ่ยและน้องแนน หลังจากเสร็จงานแต่ง ผมก็ขึ้น Taxi มุ่งหน้าไป Airport ไปที่ห้องพักพิเศษ ที่ทาง Honda นัดไว้ ตอน 3 ทุ่มครึ่ง ผมไปเจอกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เคยเที่ยวด้วยกัน ตอนไปต่างประเทศครั้งก่อนๆ เริ่มออกเดินทางมุ่งสู่ กรุงโซล ประเทศเกาหลี
19/10/05 กรุงโซล
เราเดินทางมาถึงกรุงโซล ปรเทศเกาหลีตอนเช้า ที่สนามบินอินซอน ที่เกาหลี เวลาเร็วกว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมง ทีนี้มีประชากร ทั้งประเทศ ประมาณ 48 ล้านคน แต่ที่น่าสนใจคือทีนี่มีคนใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 50%  และก็เริ่มออกเดินทางไปดูบ้านพักของประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ เค้าเรียกว่า Blue House โดยถ่ายรูปกับอนุเสาวรีย์นก ฟินิกส์  โดยมี ไกด์ท้องถิ่นที่ชื่อ ลิซ่า มาช่วยอำนวยความสะดวก แต่เธอไม่ค่อย เล่าอะไรให้ฟังซะเล้ยยยย แต่พวกผมก็ขำๆ กันไปเรื่อย เพราะพี่โอ จากกาญจนบุรี ที่ไปด้วยค่อนข้างขำและสนุกกันเองอยู่แล้ว หลังจากนั้นเราเดินทางมายัง ประสาทเก่า เป็นพระราชวังเคียงบ็อก และชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ซึ่งจัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาหลี  จากที่ผมได้ถามไกด์ พบกว่า ชาวเกาหลี สืบเชื่อสายมาจากทาง มองโกเลีย ซึ่งผมสั่งเกตุจาก อาหาร การดำเนินชิวิตหลายๆ อย่าง จะคล้าย กับคนมองโกเลีย (จากที่ดูหนังจีนมา)  ตอนเที่ยงเราแวะไปทานอาหารเกาหลีกัน ที่ร้านอาหารเกาหลี  โดยอาหารเกาหลีส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย เนื้อย่าง และผักประเภทต่าง ๆแต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยทุกมื้อของชาวเกาหลีคือ “กิมจิ”
หลังจากทานข้าวเราเดินทางไปช๊อปปิ้งกันที่ย่าน “ทงเดมุน” ซึ่งได้ชือว่า เป็นย่านตลาดขายส่งที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย แหล่งรวมสินค้ามากมาย  พวกผมและบรรดาผู้ชายใน Trip เดินรวมตัวกัน เดินไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จะซื้ออะไรดี เพราะสินค้าแฟชั่นหลายๆอย่าง ราคาจะแพงกว่าเมืองไทยมาก เสื้อผ้าหนึ่งตัว ราคาอยู่ประมาณ 1000 บาท ซึ่งนับว่าแพงใช้ได้เลย
หลังจากนั้นเราเริ่มเดินทางสู่เมือง สวนโบ ซึ่งเป็นโรงแรมทางตอนกลางของเกาหลี  ตั้งอยู่ในจังหวัด ซุงเชินบุกโด ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการอาบน้ำแร่ของเกาหลี เราทานอาหารเย็นร่วมกัน (คล้ายๆ เดินคือ หมูย่างกับผัก) หลังจากนั้น เราก็ได้ลงมาอาบน้ำแร่ ที่ใต้ดินของโรงแรม ซึ่งค่าอาบน้ำอยู่ประมาณ 300 บาท (คล้าย ๆกับออนเซ็นหรืออาบน้ำแร่ที่ญี่ปุ่นเลยครับ) ผมแก้ผ้าเข้าไปอาบพร้อมกับ เพื่อนๆ  มีทั้งบ่อน้ำร้อนมาก ร้อนปานกลาง และน้ำเย็น ห้องสตรีม และห้องอบซาวน่า สดชื่นเลยครับ หลังจากได้อาบน้ำออกมา พวกเราก็ลงมานั่งคุยและทานอะไรไปเรื่อยๆ กัน ผมถามทางโรงแรมว่ามีอินเทอร์เน็ตให้เล่นไหมเค้ามีบอกว่ามีบริการให้เล่น ฟรี.!ว้าวว โดยเค้ามีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องตั้งไว้บริการให้คนมาใช้กัน ผมเองก็ไปใช้และพบว่ามันใช้ยากมากกก เพราะ windows ที่ใช้เป็น Version เกาหลีอ่านไม่ออกเลย ผมเลยแอบไปเอา notebook ตัวเอง ออกมาแล้วมาต่อกับสายแลนเค้า ขนาดที่นั้นเป็นต่างจังหวัด ผมเช็กความเร็วอินเทอร์เน็ตพบว่าเร็วถึง 2 Mb เลยทีเดียว ผมนั่งทำงานไป และคุยกับน้องๆ ที่ office ผ่านโปรแกรม Skype (www.skype.com) นับว่าคุณภาพเสียงใช้ได้เลยทีเดียว หลังจากใช้เน็ตเสร็จแล้ว ผมก็กลับมานั่งคุยกับเพื่อน ๆ ซึ่งตอนนี้ ดูท่าทางทุกคนเริ่มไปกันไกลแล้ววววว เราก็มานั่งคุยกัน ไปเรื่อยๆ ถึงประมาณ 4-5 ทุ่ม ก็เริ่มแยกย้ายกลับไปห้องกัน มีบางส่วนแวะไปหามาม่า จากไกด์มานั่งต้มกินกันก่อนนอนนนน  หลายคนอาจทราบว่าที่นี่เป็นแหล่งของเกมส์ออนไลน์ ซึ่งผมเปิดทีวีไปเจอ ช่องๆ หนึ่งที่เกี่ยวกับเกมส์ออนไลน์อย่างเดียวเลย  ดูแล้วเค้าบ้าเกมส์กันมากเลย มีการแข่งเกมส์ออนไลน์ถ่ายทอดทางทีวีและแบ่งทีมกันแข่งขันกันจริง ๆ จัง
20/10/05
ตื่นเช้ามา อากาศค่อนข้างเย็น น้อง Room mate ผมลงไปแช่น้ำร้อน ต่ออีกในช่วงเช้า ผมขอบายเพราะง่วงจริงๆ เราเดินทางไปล่องเรือชมความงามของทะเลสาป ซุงจู ชมหินไผ่สวรรค์ สิ่งมหัสจรรย์ของเมือง ทันยาง และความงดงามของหินรูปแปลกตา เช่น หินรูปปลาวาฬ, หินรูปเต่า, กบ ซึ่งผมเองก็พยายามดูอย่างเต็มที่ ก็มองไม่เห็นเหมือนเค้าเลย ดูเหมือนมาล่องเรื่อในทะเลสาปธรรมดา แต่เค้าใส่เรื่องราวเข้าไปเพื่อให้การล่องเรื่อคราวนี้มีความหมายกับการ ดูภูเขารอบตัว (ลมเย็นเลยทีเดียว) เราเริ่มเดินทางกลับเข้ากรุงโซล และแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารเกาหลีกลางทาง  อาหารมาแบบเดิมเลยครับ หมูย่างเกาหลีบนเตาถ่าน “คาลบี้” ตอนทานเสร็จ ก็มีรถขายของฝากมาจอดรอขายของฝากกับพวกเราโดยเฉพาะ….  ผมไม่ได้ซื้ออะไรเลย เพราะไม่ค่อยชอบซื้อของที่ทำอะไรไม่ได้ พวกขอโชว์ เราซื้อไปส่วนใหญ่เค้าก็ไม่ได้เอาไปทำอะไร บางคนก็ทิ้งซะด้วย ซ้ำดังนั้นสำหรับผม ถ้าจะซื้อของฝากอะไรก็ตาม ก็จะพยายามเน้นของที่คนรับสามารถนำไปใช้งานหรือใช้ประโยชน์ได้
เราเดินทางมาถึงโซล และแวะวันพุทธ แต่สิ่งทีผมแปลกใจมากของคนเกาหลีคือ คนเกาหลีนับถือศาสนาพุทธ 30% คริสต์ 30% และอีก 30% ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย แปลกมากครับ แต่ไกด์บอกว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเค้าเองก็ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเช่นกัน… อืมแปลกเว้ยยย
จบจากการไปวัดพุทธ ไกด์พาพวกเราไป ย่านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของกรุงโซล ผมจำชื่อไม่ได้ (จำยากฉิบอะไรดองๆ ซุงๆ จูๆ วุ่นไปหมด) ไปถึงก็เริ่มเดิน ชั้นล่างๆ จะเป็นเครือ่งใช้ไฟฟ้า MP3 ทีวี ต่างๆ (ตอนนี้มีแต่จอ plasma ไม่เจอทีวีธรรมดาแล้ว) ชั้น 4 ถึงเป็นคอมพิวเตอร์ ซึ่งดูราคาแล้ว ค่อนข้างแพงกว่าบ้านเราเลยทีเดียว แต่ยี่ห้อที่คนที่นี้ส่วนใหญ่นิยมก็ เช่น Sumsung, LG (ยี่ห้อเกาหลี) แต่ราคาไม่ถูกเลยนาาาาา ผมรีบเดินเสร็จ ก็ลองนำโน็ตบุ๊ก (ผมนำไปด้วย) ออกมาเปิดเล่น เพื่อลองจับสัญญานของ Wireless LAN ดูซึ่งพอ scan ดูปรากฏว่าเจอ LAN เพียบเลย ก็เลยแอบต่อกับบางวง ที่เปิดไว้ไม่ได้ปิด ก็เลยถือโอกาสเช็กเมล์ กับส่งข้อมูลกลับหาที่เมืองไทย
หลังจากนั้นเราแวะไปซื้อ โสม ครับ เป็นร้านสำหรับคนไทยโดยเฉพาะเลยครับ เพราะพนักงานขายที่นี้เป็นคนไทยทุกคนครับ แต่ผมฟังเค้าแนะนำสินค้าเสร็จก็ขอบาย เพราะที่บ้านของผมมีไอ้พวกนี้มากมาย กองอยู่เต็มไปหมดไม่มีคนกินเลย
เราเดินทางไปทานอาหารเย็นที่ภัตรคาร ซึ่งเสริพ “ไก่ตุ่นโสม” ซึ่งเค้าจะใช้ไก่อายุ 49 วันตุ๋นด้วยโสม มาให้ทานคนละ 1 ตัว (ตัวไม่ใหญ่มาก ไม่อร่อยเล้ยยย) เราเดินทางมาโรงแรม Capital Hotel โรงแรมกลางเมือง โซล และก็นัดกันจะไปตลุยราตรีของกรุงโซลกัน ซึ่งเราได้พยายามไปหลายๆ ที่โดยมี mickey ไกด์ชาวเกาหลี ได้นำเราไป ซึ่งไม่ได้เรื่องเล้ยย เพราะเค้าเองก็ดูเหมือนไม่รู้เรื่องเหมือนกันว่าจะไปไหน พวกเราเลยไปนั่ง Hang ในร้านอาหารเกาหลี ที่วัยรุ่นไปนั่งกินกัน เป็นร้านที่มีหม้อตุ๋น และทานเหล้าเกาหลีกัน (เหมือน Vodka) กินไปกินมา ได้คุยกับคนเกาหลีโต๊ะข้าง ๆ บ้าง ซึ่งเราพบว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษแถบจะไม่ได้เลย ขนาดคุยกับพวกนักศึกษาชาวเกาหลี ทั้งชายและหญิง ต่างก็พูดไม่ค่อยได้ ฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องให้ไกด์ช่วยแปลให้ (ไกด์ก็พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง) เราทานเสร็จก็เดินทางไป เธค Hip Hop ชื่อ NB จากฟังคำบอกเล่าดูแล้วที่นี้จะดังสุด แต่พอเข้าไป เพื่อนผมกลับเข้าไม่ได้ เพราะเค้าบอกว่าเพื่อนผมแต่งตัวไม่สุภาพ  ที่ไม่สุภาพเพราะใส่กางเกงผ้าสแล็กไป ส่วนคนอื่นๆ ใส่กางเกงยีสต์เข้าได้หมด จนมันต้องไปซื้อกางเกงยีสต์มาใส่ราคา 30,000 won  (ค่าเงินเกาหลี 1000 won = 40.50 บาท) เราเที่ยวกันมันส์มาก เพราะเป็นเธค Hip Hop แท้ๆ อยู่ใต้ดิน ผมเองก็มึนๆ มาจาก Vodka เกาหลี มาต่อทีนี้อีก ก็เลยมันส์กันใหญ่ แต่สนุกกันเองส่วนใหญ่ เพราะคุยกับใครรอบข้างไม่รู้เรื่องเลย วันนั้นพวกเรากลับกันมาถึงโรงแรมกันประมาณตี 1-3 แล้วมาต่อด้วย มาม่ากันต่อ … คร่อกกหลับสบายยย
21/10/05
ตอนเช้าเราตื่นกันมา อยากลำบากเพราะตื่นแต่เช้า และยังไม่หายจากเมื่อคืน เราออกเดินทางจากโรงแรมเพื่อไปดูหมู่บ้านวัฒนธรรม นามซันของชาวเกาหลี  ซึ่งเป็นหมู่บ้านของข้าราชการชั้นสูงของเกาหลี เมื่อ 600 ปีก่อน แต่เนื่องจากฝนตก เราเลยติดอยู่ตรงประตูทางเข้า ซึ่งตอนนั้น เริ่มมีนักเรียนของเกาหลี ที่มาทัศนศึกษาติดฝนอยู่กับพวกเราด้วย เราติดกันอยู่ซักพัก พี่ไกด์ของเราก็นึกสนุก เริ่มไปคุยกับนักเรียนสาวเกาหลี แล้วอำ พวกนั้นว่า ผมเป็น ดารา super star จากเมืองไทย น้องๆ เหล่านั้นก็ตกใจใหญ่ (คงสงสัย ว่าทำไมดาราเมืองไทยหน้าตามันเฮ้าเลี่ยนแบบนี้) มาถ่ายรูปร่วมกับผม กันยกใหญ่ แต่ดูแล้วน้องๆ คงอาจจะไม่เชื่อ ก็เลย อำกันไปต่อว่ามีดาราอีกคน อยู่บนรถบัส  เดียวจะไปตามลงมา  ซึ่งเป็นน้องอีกคนนึง ที่นอนพักอยู่บนรถ (หนักจากเมื่อคืน) แล้วหน้าน้องคนนี้และการแต่งกายค่อนข้างดูแปลก และเทห์ พอไปตามน้องเลี้ยง (ชื่อของน้องคนนั้น) สาวๆ เกาหลี กรี๊ดกันเกรียวเลยย ยกนิ้วให้เลยว่าหล่อ ต่างรุมเข้ามาขอถ่ายรูป ขอลายเซนต์กันใหญ่ โห ไม่น่าเชื่อเลย ก็ถ่ายรูปและมะรุมมะตุ้มกันพักใหญ่ เราก็กลับ เพราะฝนไม่มีท่าทีจะหยุดเลย ก็เลยขอตัวลา กลุ่มนักเรียนเกาหลี ซึ่งตอนนั้นเริ่มทยอยมาดู ดาราไทย (ปลอม) กันเป็นกลุ่มใหญ่มากกกกกก พวกเข้าขึ้นรถไปแล้ว ซักพัก ก็มีกลุ่มนักเรียนกลุ่มเดิม เดินตามขึ้นมาบนรถเลยย เพื่อมาขอถ่ายรูปกับน้องเลี้ยงอีกที โหหห บ้าดารา (ที่ไม่รู้จักกันขนาดหนัก)  พวกพี่ ๆ น้อง ๆ ทีร่วมทัวร์ต่างขำกันใหญ่ กับการอำครั้งนี้ …  เราไปแวะย่าน shopping กันต่อที่ Duty Free และย่าน Shoppint เมียนดง ผมไม่ได้ซื้ออะไรตามเคย เพราะของแพงและมีแต่สินค้าแฟชั่น ซึ่งราคาแพงกว่าบ้านเราจริงๆ  ตอนบ่าย เราเดินทางไปที่สนามบิน เกาหลีเพื่อเดินทางไปต่อ ที่ประเทศใต้หวัน ด้วยเที่ยวบินที่ TG 635
เราเดินทางมาถึงใต้หวันเวลาประมาณ 5 โมงกว่า แวะทานอาหารจีน ณ. โรงแรมใกล้กับสนามบินจากนั้นก็เข้าโรงแรม ชื่อ Brother Hotel อยู่ใจกลางเมือง ไทเป เมืองหลวงของใต้หวัน ซึ่งทุกห้องในโรงแรมนี้ มีอินเทอร์เน็ตให้ใช้ฟรีครับ ความเร็ว 2 Mb โดยขอสายแลนต่อได้เลย ผมเลย ใช้เน็ตอย่างสบายใจ ใช้ Skype คุยกับน้องๆ ที่บริษัทได้เลย และได้ใช้บริการ Skype Out เป็นบริการโทรศัพท์จากคอมพ์ เข้าสู่โทรศัพท์ตามบ้านเลย โดยซื้อแต้ม (Credit) จากทาง Skype แล้วเราก็สามารถโทรศัพท์แบบ VoIP เข้าโทรศัพท์ทั่วโลกได้เลย ในราคาที่ถูกมากกกกกก  ซึ่งหลังจากเอาของไปเก็บที่ห้อง และเล่นเน็ตซักพัก พวกผม ก็เริ่มวางแผนไปตะเวนราตรีของ ไทเปกัน ซึ่งก็เดินทางไปโดย taxi ซึ่งเราก็วนไปๆ มาๆ หลายๆ ที่ ซึ่งเรามาจบที่ เธค ชื่อ Plush ซึ่งอยู่บนตึกสูง และเป็นเธค Hip Hop ชื่อดังของไทเป มีคน Hip Hip ไปกันมากมายเลยทีเดียว.. คืนนั้นพวกเราสนุกกันมาก..  กลับมาถึงกัน ตี 2-3 มากินมาม่าที่ห้องกันต่อ แล้วค่อยนอน
22/10/05
วันนี้เราตื่นเช้าอีกแล้ว  เพื่อเดินทางไปชม อนุเสารีย์ วีระชน “จงรื่อฉือ” เพื่อชมการผลัดเปลี่ยนเวรของทหารยาม เหมือนกับทหารที่เฝ้าหน้าพราะชาวังบักกิ่งเฮม ที่อังกฤษ ทำให้ผมรู้ประวัติของประเทศ ใต้หวัน พอสมควรเลยทีเดียว หลังจากที่งงๆ ระหว่างใต้หวัน กับ จีนมาพอสมควร หลังจากนั้น เราเดินทางไป พิพิทธภัณฑ์ สถานแห่งชาติ “กงกู้” ซึ่งนับว่าเป็นพิพิทธภัณฑ์ที่ใหญ่มากๆ ติดอันดับ 1 ใน 4 ของโลก เพราะมีทรัพย์สมบัติที่มีอายุมากกว่า 5000 ปี ที่นำมาจากจีน มาอยู่ที่นี้หมดเลย รวมแล้วมากว่า 720,000 ชิ้น ซึ่งนำมาโดย เจียง ไค่ เช็ก ประธานธิบดีและผู้นำของใต้หวันในขณะนั้น (ประวัติของคุณเจียง ไค่เช็กน่าสนใจมาก ลองไปหาอ่านดู)
ตอนเที่ยงเราแวะไปทานอาหารจีนกัน ซึ่งที่นี้ แปลกดีคือ ให้คุณสามารถตัก อาหารสด เช่นหมู ผัก เครื่องปรุงต่างๆ เองได้แล้วจะมี พ่อครัวนำอาหารสดที่คุณตักมา ไปผัดให้ น่าสนใจดี รสชาติก็ Ok
หลังจากนั้นเราเดินทางไปนมัสการ เจ้าแม่กวนอิมที่วัด และเดินทางไปดู หินเห็น รูปร่างต่างๆ ริมทะเล ซึ่งมีหินรูปร่าง เหมือน “นางพญา” ซึ่งคล้ายๆ กับ พระนางคลีโอพัตรา ทะเลที่นั้นแรงมาก และแวะทานขนมจากร้านขายขนมและของฝากจากที่นั้นก่อน จะนั่งรถกลับมาทานอาหารที่ร้านอาหารจีน ก่อนที่จะไป night Market ตลาดนัดสินค้ามากมายกลางเมืองไทเป ซึ่งผมขอแยกตัวกับเพื่อนๆ ไปเดินย่านคอมพิวเตอร์ ของใต้หวัน เรา นั่ง taxi แยกตัวออกไป พอไปถึงพบว่า ที่นั้นมีร้านค้าขายคอมพิวเตอร์มากมาย ทั้งแถบถนน มีทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆมากมาย โน็ตบุ๊ก และ สินค้า ไอทีเพียบบ ราคาถูกว่าเมืองไทยนิดหน่อย แต่จะมีสินค้าใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากว่าเมืองไทยเยอะ เราเดินกัน 1-2 ชั่วโมง และรีบนั่งรถ taxi กลับไปรวมตัวกลับกลุ่มที่เค้าไปเดิน night market กัน และกลับมาที่โรงแรม
หลังจากถึงโรงแรม เราก็นัดกันออกไปตลุยราตรีกันอีก (อีกแล้ววววว) เราตกลงกันจะไปที่เดิม Plush เพราะไม่รู้ว่าที่อื่นจะมีอะไรเวิรก์ๆ รึเปล่า พอไปถึงที่นั้นมีตำรวจ เข้าไปตรวจ จนต้องหยุดปิดรับคนเข้าร้านค้า และปิดเพลง เพื่อให้ตำรวจตรวจ (เหมือนเมืองไทยเลย) แต่ที่นั้นไม่มีเช็กบัตรประชาชน คืนนั้นเรากลับกันถึงห้องตอนตี 1-2 เธคที่นั้นปิดประมาณ ตี 3-4 (จากคำบอกเล่าของคนแถบนั้น) กลับมากินมาม่าแล้วก็นิดเช่นเดิม
23/10/05
ช่วงเช้า เราแวะไปสุสานของ และอนุเสารีย์ของ เจียง ไค่ เช็ก ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก กลางเมืองไทเป ต้องยอมรับว่า เจียง ไค่เช็กเป็นคนที่ก่อตั้งประเทศใต้หวัน ในระบบประชาธิปไตย ขึ้นมา เมื่อ 94 ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยแตกมาจาก ประเทศจีน (จากพรรคก๋งมินตั๋ง และเติ่งเสี่ยวพิง ซึ่งเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ ) เสร็จแล้วเราเดินทางมาดูตึก Taipei 101 ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก โดยสูง 508 เมตร มีทั้งหมด 101 ชั้น ผมได้ขึ้นไปชมด้านบนด้วย โดยมีค่าขึ้นไปดู 350 NT (ค่าเงินใต้หวัน โดย 1 NT  = 1.25 บาท) นับว่าเป็นตึกที่น่าสนใจมาก ในด้านการออกแบบ โดยมี concept มาจากต้นไผ่ และออกแบบตามหลักของ ฮวงจุ้ยอย่างถูกต้อง โดยใช้ค่าก่อสร้างทั้งโครงการประมาณ 6 แสนล้านเหรียญใต้หวัน (NT) คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 7.5 แสนล้านบาทไทย หลังจากเดินดูตึกเสร็จแล้วเราก็มุ่งหน้าสู่ สนามบิน เจียงไค่เช็ก สนามบินของใต้หวัน และเดินทางกลับเมืองไทย อย่างโดยสวัสดิภาพ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s